03 พฤษภาคม 2558
14 มีนาคม 2558
- 22:04
ทำอย่างไรดี... เมื่อตั้งท้องแล้วตกขาว
![]() |
| ตั้งท้องแล้วตกขาว |
รศ.นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร
ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
หญิงตั้งท้องหลายคนอาจกังวลเมื่อเกิดอาการตกขาวขึ้น และจะมีผลต่อเนื่องไปถึงลูกในท้องหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการอักเสบติดเชื้อ เรามาดูกันครับ
แบบนี้ตกขาวปกติ
จริง ๆ แล้ว การมีตกขาวนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน เนื่องจากในบริเวณช่องคลอดและปากมดลูกนั้น จะมีการสร้างสารคัดหลั่งเพื่อหล่อเลี้ยงและหล่อลื่นช่องคลอดอยู่ตลอดเวลา สารคัดหลั่งเหล่านี้แหละที่คุณผู้หญิงทุกคนมีและถือว่าเป็นตกขาวที่ปกติ ลักษณะของตกขาวปกติ จะเป็นมูกใสหรือขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก ปริมาณไม่มากนัก อาจมีทุกวัน วันละเล็กน้อย เรื่องของลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้นขึ้นกับอิทธิพลของฮอร์โมนในร่างกายด้วย
ในช่วงที่ยังไม่ตั้งท้อง คุณแม่อาจเคยสังเกตว่าลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบประจำเดือน โดยเฉพาะในช่วงกลางรอบประจำเดือน หรือช่วงไข่ตกนั้น ตกขาวจะเป็นมูกใส เหนียว ยืดได้ดี และมีปริมาณมากขึ้นกว่าในช่วงอื่น ๆ ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง ช่วงที่ตั้งท้องก็เช่นเดียวกันครับ ฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิงจะสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อลักษณะและปริมาณของตกขาวปกติด้วย คงจะพอเดาได้นะครับว่าช่วงที่ตั้งท้องนั้นจะมีตกขาวออกมาปริมาณมากกว่าปกติ แต่ก็ถือว่าเป็นปกติครับ ฟังดูแล้วอาจสับสนบ้างเล็กน้อยนะครับ "มากกว่าปกติ" แต่ "ปกติ" แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือจะมีตกขาวที่เป็นปกติออกมามากกว่าเดิมครับ
การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงตั้งท้องนี่แหละครับที่ทำให้คุณแม่หลายคนเกิดความกังวลใจ คิดว่าเกิดความผิดปกติขึ้นกับตัวเอง และบางรายอาจกังวลไปถึงว่าจะมีผลต่อลูกในท้องอีกด้วย คุณแม่บางคนจะบ่นให้คุณหมอฟังเกือบทุกครั้งที่มาฝากท้อง แต่พอตรวจแล้วก็ปกติทุกที แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้อยู่ดี "ปกติ" ก็คือปกติแหละครับ ไม่มีอะไรผิดปกติทั้งสิ้น ไม่ว่ากับตัวคุณแม่เองหรือลูกในท้อง รู้อย่างนี้แล้วคงจะสบายใจขึ้นมาบ้างนะครับ
แต่ใช่ว่าจะไม่ต้องสนใจตัวเองโดยเฉพาะเรื่องตกขาวระหว่างตั้งท้องเลยนะครับ ที่ควรจะต้องคอยดูแลตนเอง ก็คือ คอยสังเกตว่าตกขาวที่ออกมานั้นมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร
07 กุมภาพันธ์ 2558
- 11:15
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ
การนอนหลับเป็นสาขาวิชาหนึ่งที่ได้รับความสนใจ และพูดถึงมาตั้งแต่ยุคสมัยของปรัชญากรีกตอนต้นที่ยังรุ่งเรืองอยู่ ถึงแม้จะมีความเป็นมาที่ยาวนาน แต่ก็เพิ่งจะมีการหันมาให้ความสนใจและเริ่มศึกษากันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง
เนื่องมาจากการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าของสมอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าไปศึกษาทำความเข้าใจการทำงานของสมองได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการศึกษาการทำงานของสมองในขณะที่เรานอนหลับ ทำให้ปัจจุบันเราเข้าใจกลไกของการนอนหลับได้มากกว่าเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะมีความก้าวหน้า และมีข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการนอนหลับอยู่อย่างมากมาย เราสามารถศึกษาการเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการนอนหลับ แต่ก็ใช่ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์จะสามารถให้เหตุผลได้อย่างเห็นพ้องต้องกันทุกคนว่า ทำไมเราจึงต้องนอนหลับ
มีทฤษฎีที่แตกต่างกันที่พยายามนำเสนอเพื่ออธิบายความจำเป็นของการนอนหลับรวมไปถึงความต้องการในการนอนหลับ และกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในขณะที่เรานอนหลับอยู่มีอยู่ 3 ทฤษฎีหลักๆ ที่ได้รับการยอมรับ ที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เรามองเห็นภาพกว้าง ของการนอนหลับได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทฤษฎีที่ 1
ทฤษฎีที่ว่าด้วย การซ่อมแซมและการฟื้นฟู (Repair and Restoration Theory of Sleep)
ทฤษฎีนี้กล่าวว่า การนอนหลับเป็นความจำเป็นของร่างกายเพื่อช่วยในการฟื้นฟูกระบวนการทำงานต่างๆ ของร่างกายให้เป็นไปอย่างปรกติ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
ทฤษฎีนี้ยังระบุว่า การนอนหลับแบบนิ่งเฉย (N-REM) มีความสำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูสภาพการทำงานของร่างกาย ในขณะที่การนอนหลับแบบตื่นตัว (REM) มีความสำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูสภาพการทำงานของ จิตใจ
สำหรับข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยค้นคว้าเพื่อสนับสนุนทฤษฎีนี้ แสดงให้เห็นว่าช่วงระยะเวลาของการหลับแบบ REM จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนน้อยลง เนื่องจากร่างกายยังคงมีกิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้น ในขณะที่ยังหลับที่เราเรียกกันว่า “ความฝัน”
สำหรับภาพรวมระหว่างการนอนหลับนั้น สิ่งที่ร่างกายทำก็คือ จะเป็นช่วงเวลาที่มีการเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ และเกิดกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน (Protein Synthesis) ซึ่งมันจะช่วยให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพ จากการที่ต้องทำงานมาตลอดวัน
การนอนหลับเป็นสาขาวิชาหนึ่งที่ได้รับความสนใจ และพูดถึงมาตั้งแต่ยุคสมัยของปรัชญากรีกตอนต้นที่ยังรุ่งเรืองอยู่ ถึงแม้จะมีความเป็นมาที่ยาวนาน แต่ก็เพิ่งจะมีการหันมาให้ความสนใจและเริ่มศึกษากันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง
เนื่องมาจากการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าของสมอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าไปศึกษาทำความเข้าใจการทำงานของสมองได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการศึกษาการทำงานของสมองในขณะที่เรานอนหลับ ทำให้ปัจจุบันเราเข้าใจกลไกของการนอนหลับได้มากกว่าเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะมีความก้าวหน้า และมีข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการนอนหลับอยู่อย่างมากมาย เราสามารถศึกษาการเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการนอนหลับ แต่ก็ใช่ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์จะสามารถให้เหตุผลได้อย่างเห็นพ้องต้องกันทุกคนว่า ทำไมเราจึงต้องนอนหลับ
มีทฤษฎีที่แตกต่างกันที่พยายามนำเสนอเพื่ออธิบายความจำเป็นของการนอนหลับรวมไปถึงความต้องการในการนอนหลับ และกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในขณะที่เรานอนหลับอยู่มีอยู่ 3 ทฤษฎีหลักๆ ที่ได้รับการยอมรับ ที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เรามองเห็นภาพกว้าง ของการนอนหลับได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
![]() |
| Repair and Restoration Theory of Sleep |
ทฤษฎีที่ว่าด้วย การซ่อมแซมและการฟื้นฟู (Repair and Restoration Theory of Sleep)
ทฤษฎีนี้กล่าวว่า การนอนหลับเป็นความจำเป็นของร่างกายเพื่อช่วยในการฟื้นฟูกระบวนการทำงานต่างๆ ของร่างกายให้เป็นไปอย่างปรกติ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
ทฤษฎีนี้ยังระบุว่า การนอนหลับแบบนิ่งเฉย (N-REM) มีความสำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูสภาพการทำงานของร่างกาย ในขณะที่การนอนหลับแบบตื่นตัว (REM) มีความสำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูสภาพการทำงานของ จิตใจ
สำหรับข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยค้นคว้าเพื่อสนับสนุนทฤษฎีนี้ แสดงให้เห็นว่าช่วงระยะเวลาของการหลับแบบ REM จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนน้อยลง เนื่องจากร่างกายยังคงมีกิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้น ในขณะที่ยังหลับที่เราเรียกกันว่า “ความฝัน”
สำหรับภาพรวมระหว่างการนอนหลับนั้น สิ่งที่ร่างกายทำก็คือ จะเป็นช่วงเวลาที่มีการเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ และเกิดกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน (Protein Synthesis) ซึ่งมันจะช่วยให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพ จากการที่ต้องทำงานมาตลอดวัน





