:::: MENU ::::

MYM

เรารักการแบ่งปัน

  • OfRKTf.md.png

    Sharing content

  • OfRwyb.md.png

    Sharing content

  • OfRZja.md.png

    Sharing content

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำราพิชัยสงคราม ซุนวู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำราพิชัยสงคราม ซุนวู แสดงบทความทั้งหมด

09 มกราคม 2553

  • 22:07
โจมตีด้วยไฟ

ซุนวูกล่าวว่า เราสามารถใช้ไฟโจมตีได้ห้าหนทางด้วยกัน หนทางแรกคือ เผาไพร่พล หนทางที่สอง คือเผาเสบียง หนทางที่สาม คือ เผายานพาหนะสำหรับขนส่งเสบียง หนทางที่สี่ คือเผาคลังเก็บยุทโธปกรณ์ หนทางที่ห้า คือเผาที่พัก จะจุดไฟได้ต้องมีทรัพยากร ต้องมีการเตรียมเชื้อเพลิง จะใช้ไฟโจมตีได้ต้องเลือกฤดูกาลที่ถูกต้อง จะจุดไฟต้องเลือกวัน เลือกฤดูที่ถูกต้อง อากาศต้องแห้ง เลือกเวลาที่ถูกต้อง เลือกฤดูที่หญ้าสูงท่วมเกวียน หาวันที่เหมาะสมให้ใช้วิธีดูดาวบนท้องฟ้า ยามเช้าต้องมีลม การโจมตีด้วยไฟ เป็นการเลือกใช้ไฟสร้างสถานการณ์ได้ห้าแบบ แล้วเลือกลงมือให้สอดรับกับไฟ หากก่อไฟขึ้นในค่ายข้าศึก ให้โจมตีที่ขอบริมรอบนอก หากโจมตีด้วยไฟแล้ว ศรัตรูยังคงนิ่งเฉย ให้รอดูท่าทีให้ดีเสียก่อน เมื่อไฟลุกโชนดีแล้ว ให้พยายามรุกไปตามทางเดินของไฟ แต่ถ้าตามไปไม่ได้ ให้อยู่กับที่ก่อน ไฟนั้นจะจุดจากภายนอกก็ย่อมได้ หากมิมีเวลาลอบเข้าไปถึงด้านใน เมื่อเวลาไม่อำนวยก็จงจุดก่อนจะเสียการ จงจุดไฟในที่ลมพัดมาจากทางด้านหลัง อย่าได้โจมตีทวนลม ยามกลางวันลมพัดยาวนาน ยามค่ำคืนลมสลายเร็วพลัน ทุกกองทัพต้องรู้วิธีปรับตัวตามหนทางโจมตีด้วยไฟห้าประการ คำนวณเวลา เฝ้ารอโอกาส ใช้ไฟช่วยโจมตีถือว่าฉลาด ทั้งยังมีน้ำที่อาจใช้ช่วยเสริม เพิ่มการโจมตี น้ำตัดข้าศึกได้ แต่มิได้ทำลายทรัพยากร ชัยชนะได้มาจากการสร้างโอกาสโจมตี การไม่ศึกษาวิธีสร้างโอกาสโจมตี ถือเป็นภัย แม่ทัพต้องไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย

อันว่า : เจ้าเมืองผู้ชาญฉลาดย่อมวางแผนล่วงหน้า แม่ทัพผู้เยี่ยมยุทธ์นำแผนไปปฏิบัติ หากมีผลดีแต่เพียงน้อย ไม่เดินทัพ หากมีผลได้แต่เพียงนิด ไม่ใช้คน หากไม่คับขัน ไม่ออกรบ เจ้าเมืองย่อมไม่ปล่อยให้ความโกรธามาเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของกองทัพ แม่ทัพย่อมมิบังควรปล่อยให้ตนเองเดือดดาลก่อนออกสู่สมรภูมิ รบต่อเมื่อได้ประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ไม่ออกรบ ความโกรธสามารถเปลี่ยนแปรเป็นสุขได้ ความเดือดดาลยังอาจผันแปรเป็นเริงร่า แต่ชาติที่สูญสิ้นมิสามารถกลับฟื้นคืนชีวี คนตายมิอาจฟื้นคืนชีพ เรื่องนี้ เจ้าเมืองผู้ปราดเปรื่องพึงระวัง แม่ทัพผู้เยี่ยมยุทธพึงตระหนัก หน้าที่หลัก คือ รักษาความสงบสุขให้กับคนในชาติและบูรณภาพของกองทัพ

26 ธันวาคม 2552

  • 19:58
โจมตีด้วยไฟ

ซุนวูกล่าวว่า เราสามารถใช้ไฟโจมตีได้ห้าหนทางด้วยกัน หนทางแรกคือ เผาไพร่พล หนทางที่สอง คือเผาเสบียง หนทางที่สาม คือ เผายานพาหนะสำหรับขนส่งเสบียง หนทางที่สี่ คือเผาคลังเก็บยุทโธปกรณ์ หนทางที่ห้า คือเผาที่พัก จะจุดไฟได้ต้องมีทรัพยากร ต้องมีการเตรียมเชื้อเพลิง จะใช้ไฟโจมตีได้ต้องเลือกฤดูกาลที่ถูกต้อง จะจุดไฟต้องเลือกวัน เลือกฤดูที่ถูกต้อง อากาศต้องแห้ง เลือกเวลาที่ถูกต้อง เลือกฤดูที่หญ้าสูงท่วมเกวียน หาวันที่เหมาะสมให้ใช้วิธีดูดาวบนท้องฟ้า ยามเช้าต้องมีลม การโจมตีด้วยไฟ เป็นการเลือกใช้ไฟสร้างสถานการณ์ได้ห้าแบบ แล้วเลือกลงมือให้สอดรับกับไฟ หากก่อไฟขึ้นในค่ายข้าศึก ให้โจมตีที่ขอบริมรอบนอก หากโจมตีด้วยไฟแล้ว ศรัตรูยังคงนิ่งเฉย ให้รอดูท่าทีให้ดีเสียก่อน เมื่อไฟลุกโชนดีแล้ว ให้พยายามรุกไปตามทางเดินของไฟ แต่ถ้าตามไปไม่ได้ ให้อยู่กับที่ก่อน ไฟนั้นจะจุดจากภายนอกก็ย่อมได้ หากมิมีเวลาลอบเข้าไปถึงด้านใน เมื่อเวลาไม่อำนวยก็จงจุดก่อนจะเสียการ จงจุดไฟในที่ลมพัดมาจากทางด้านหลัง อย่าได้โจมตีทวนลม ยามกลางวันลมพัดยาวนาน ยามค่ำคืนลมสลายเร็วพลัน ทุกกองทัพต้องรู้วิธีปรับตัวตามหนทางโจมตีด้วยไฟห้าประการ คำนวณเวลา เฝ้ารอโอกาส ใช้ไฟช่วยโจมตีถือว่าฉลาด ทั้งยังมีน้ำที่อาจใช้ช่วยเสริม เพิ่มการโจมตี น้ำตัดข้าศึกได้ แต่มิได้ทำลายทรัพยากร ชัยชนะได้มาจากการสร้างโอกาสโจมตี การไม่ศึกษาวิธีสร้างโอกาสโจมตี ถือเป็นภัย แม่ทัพต้องไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย

อันว่า : เจ้าเมืองผู้ชาญฉลาดย่อมวางแผนล่วงหน้า แม่ทัพผู้เยี่ยมยุทธ์นำแผนไปปฏิบัติ หากมีผลดีแต่เพียงน้อย ไม่เดินทัพ หากมีผลได้แต่เพียงนิด ไม่ใช้คน หากไม่คับขัน ไม่ออกรบ เจ้าเมืองย่อมไม่ปล่อยให้ความโกรธามาเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของกองทัพ แม่ทัพย่อมมิบังควรปล่อยให้ตนเองเดือดดาลก่อนออกสู่สมรภูมิ รบต่อเมื่อได้ประโยชน์ ไม่มีประโยชน์ไม่ออกรบ ความโกรธสามารถเปลี่ยนแปรเป็นสุขได้ ความเดือดดาลยังอาจผันแปรเป็นเริงร่า แต่ชาติที่สูญสิ้นมิสามารถกลับฟื้นคืนชีวี คนตายมิอาจฟื้นคืนชีพ เรื่องนี้ เจ้าเมืองผู้ปราดเปรื่องพึงระวัง แม่ทัพผู้เยี่ยมยุทธพึงตระหนัก หน้าที่หลัก คือ รักษาความสงบสุขให้กับคนในชาติและบูรณภาพของกองทัพ
  • 11:00
เก้ายุทธภูมิ

ซุนวูกล่าวว่า หลักแห่งการบัญชาทัพมีอยู่ว่า ต้องรู้ว่ายุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิกระจาย ยุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิเบา ยุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิช่วงชิง ยุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิเปิด ยุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิสามประสาน ยุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิอันตราย ยุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิวิบาก ยุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิโอบล้อม ยุทธภูมิอย่างใดเป็นยุทธภูมิคับขัน เมื่อรบในขอบเขตแห่งอาณาจักรตน เรียก “ยุทธภูมิกระจาย” เมื่อเข้าเขตข้าศึกแต่เพียงไม่ลึก เรียก “ยุทธภูมิเบา” บางยุทธภูมิเราได้จักมีประโยชน์ ข้าศึกได้ก็มีประโยชน์ ซึ่งเป็น “ยุทธภูมิช่วงชิง” บางยุทธภูมิเราอาจเคลื่อนทัพได้ง่าย แต่ข้าศึกก็เคลื่อนทัพได้ง่ายเช่นกัน เช่นนี้เรียก “ยุทธภูมิเปิด” พื้นที่ซึ่งมีความสำคัญต่อสามฝ่าย ผู้เข้าครอบครองได้ก่อนย่อมครองพิภพจบแผ่นดิน เช่นนี้เรียก “ยุทธภูมิสามประสาน” บุกลึกเข้าไปในพื้นที่ข้าศึก จนหลายเมืองของข้าศึกอยู่เบื้องหลัง เช่นนี้เรียกว่า “ยุทธภูมิอันตราย” มีทั้งภูเขาสูงใหญ่ ป่ารกทึบ มีทั้งอันตรายและสิ่งกีดขวาง ทั้งยังเต็มไปด้วยห้วยหนองคลองบึง ดารดาษดกดื่นอยู่ทั่วไป เช่นนี้เรียก “ยุทธภูมิวิบาก” บางพื้นที่ทางเข้าแคบ เมื่อจะออกกลับถูกปิด เช่นนี้เรียก “ยุทธภูมิโอบล้อม” บางครั้งจะรอดได้ต้องรบเร็ว หากล่าช้าเป็นถึงแก่ชีวิต เช่นนี้เรียก “ยุทธภูมิคับขัน” หากหวังความสำเร็จเมื่ออยู่ในยุทธภูมิกระจาย พึงเลี่ยงสงคราม ในยุทธภูมิเบาอย่าหยุด ในยุทธภูมิช่วงชิงอย่าเข้าตี ในยุทธภูมิเปิดพึงหนุนเนื่อง ในยุทธภูมิสามประสานพึงคบมิตร ในยุทธภูมิอันตรายให้กวาดต้อน ในยุทธภูมิโอบล้อมให้ใช้อุบาย ในยุทธภูมิคับขันให้รีบสู้

ผู้สันทัดการบัญชาทัพแต่โบราณ สามารถตัดหน้าหลังข้าศึกให้ขาดจากกัน ทัพเล็กมิอาจพึ่งทัพใหญ่ ห้ามแข็งแกร่งมิให้ช่วยผู้อ่อนหัด กีดกันนายกองมิให้รวบรวมไพร่พล ตีเหล่าไพร่พลให้แตกพ่าย มิให้รวมตัวกันติด รังควานให้เกิดความอลหม่าน เมื่อใดเข้าร่วมสงครามแล้วมีประโยชน์ ให้รีบร่วม เมื่อเข้าแล้วหามีประโยชน์อันใดไม่ ให้เมินเสีย หากผู้กล้าเอ่ยถ่ามว่า “เมื่อมีแม่ทัพข้าศึกนำไพร่พลจำนวนมากบุกมา จะเตรียมรับมือฉันใด?” จงบอกเขาว่า “แรกที่สุด ให้ยึดสิ่งที่ข้าศึกหวงแหน แล้วข้าศึกจะยอมตามเราทุกประการ ความเร็วคือหัวใจของการรบ ฉะนั้น จึงควรใช้ประโยชน์จากการที่กองทัพของฝ่ายศรัตรูมีขนาดใหญ่ทำให้อุ้ยอ้ายอืดอาด พึงใช้ความไม่พร้อมของฝ่ายศรัตรูให้เป็นประโยชน์ และเข้าโจมตีตรงจุดที่ข้าศึกคาดไม่ถึง”

หลักแห่งการรุกเข้าแดนข้าศึก หากเข้าลึกกองทัพจักมุ่งมั่น เป็นการควบคุมไพร่พลโดยนายกองมิต้องกดดัน เสบียงให้กวาดต้อนเอาจากคหบดีในแดนข้าศึก ทัพใหญ่จักมีอาหารอุดม ดูแลไพร่พลให้ดี อย่าบีบคั้น ขวัญที่ดีย่อมส่งเสริมให้กองทัพมีกำลังแข็งกล้า เคลื่อนพลพึงใช้อุบายให้เหนือคาดคิด อย่าปล่อยให้ข้าศึกประเมินกำลังเราได้ง่ายดาย วางกำลังให้ยากแก่การที่ไพร่พลจะแตกหนี เยี่ยงนี้พวกเขาจะสู้ตายไม่มีถอย เยี่ยงนี้จะช่วยให้พวกเขามีชีวิตรอด ทั้งนายทั้งไพร่จะสู้ถวายหัวจนสุดกำลัง ทหารที่มุ่งมั่นย่อมลืมกลัว ไม่มีที่หนีย่อมต้องสู้ เข้าลึกอยู่ในแดนข้าศึก พวกเขาย่อมไม่มีทางเลือก หนีไม่ได้ก็ต้องสู้ตายกันไปข้างหนึ่ง ทำได้ดั่งนี้ มิต้องจัดเวรยาม ไพร่พลก็จักระวังระไว มิต้องบอกกล่าว ก็ทำในสิ่งที่ควร มิต้องบังคับ ก็อุทิศกายถวายชีวิต มิต้องสั่งการ ก็ยังวางใจได้ “ไม่อยากให้เดา อย่าให้สงสัย ไม่อยากให้ตาย อย่าให้ทางหนี” ไพร่พลเราแม้นไร้ทรัพย์สิน ใช่เพราะเกลียดสมบัติ ไพร่พลไม่กลัวตาย ใช่เพราะชังชีวิต ในวันออกคำสั่งรบ ไพร่พลอาจนั่งร้องไห้จนน้ำตาชุ่มปกเสื้อ เมื่อลุกขึ้น น้ำตายังอาบแก้ม จงจัดให้พวกเขาไปอยู่ในตำแหน่งที่มิอาจวิ่งหนี แล้วพวกเขาจะแสดงความกล้าหาญอย่างไม่คิดชีวิต

ผู้สันทัดการบัญชาทัพ ต้องตอบสนองว่องไว ต้องพัฒนาการตอบสนองให้ว่องไว ไวให้เหมือนการฉกของงูส้วยหราง (งูแห่งเขาฉางซาน) เมื่อถูกตีหัวให้ฟาดหาง เมื่อถูกตีหางให้หัวกัด ถูกตีกลางลำตัวทั้งหัวและหางต้องช่วยกัน หากมีผู้กล้าถามว่า “จะมีกองทัพใดสามารถเลียนแบบการตอบสนองอย่างฉับไวเช่นนี้ได้บ้างไหม?” เราตอบว่า “มี” เรื่องนี้ศึกษาได้จากยามมีภัย คนเราแม้นไม่ถูกกัน แต่เมื่ออยู่เรือลำเดียวกันแล้วเจอพายุก็ย่อมต้องช่วยกันมือเป็นระวิง ในสถานการณ์เช่นนี้ ต่างก็พร้อมจะช่วยอีกฝ่ายเหมือนหนึ่งเช่นมือขวาช่วยมือซ้าย ยามประสบพบเภทภัย อาจผูกม้าและฝังล้อเกวียน แต่เพียงเท่านี้ยังมิพอ กองกำลังที่จัดอย่างมีระบบ ย่อมหาญกล้ากว่าปัจเจกชน อันว่าศิลป์ของการจัดระบบ ให้จัดที่แกร่งและที่อ่อนไว้ด้วยกัน ทั้งยังต้องใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ ผู้สันทัดการบัญชาทัพ สามารถบัญชาไพร่พลได้เป็นหนึ่งเดียว สามารถขับเคี่ยวไพร่พลให้สู้ไม่มีถอยหนี ลักษณะอันเป็นคุณของแม่ทัพคือ... ต้องเยือกเย็นเพื่อขบคิด ต้องเที่ยงธรรมเพื่อปกครอง ต้องรู้จักควบคุมสิ่งที่ไพร่พลของตนจะเห็นและได้ยิน ให้เขาทำตามโดยไม่รู้แผนการ หน้าที่ไพร่พลอาจเปลี่ยนได้ แผนการอาจเปลี่ยนได้ ใช้คนมิต้องให้เข้าใจ ที่ตั้งค่ายต้องเปลี่ยนแปร เคลื่อนที่อย่าซ้ำซาก ใช้คนอย่าให้ล่วงรู้แผนการ ให้รู้เฉพาะที่จำเป็นเฉกเช่นปีนขึ้นบันไดขึ้นที่สูง แล้วชักบันไดเสีย ต้องสามารถนำไพร่พลบุกลึกเข้าไปในแดนมิคุ้น แล้วยังหาโอกาสคว้าชัยชนะมาได้ ต้องต้อนผู้คนดั่งฝูงแกะ ต้อนให้ออกเดิน ต้อนให้เข้าโจมตี อย่าให้รู้ว่าจะให้มุ่งหน้าไปทางใด ต้องรวบรวมคนให้เป็นกองทัพเกรียงไกร แล้วต้อนให้โรมรันกับเหล่าศรัตรู ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพพื้นที่ ปรับตัวเพื่อสร้างโอกาส ต้องจัดการจิตใจของผู้คน ต้องฝึกฝนทักษะเหล่านี้ให้จงดี พึงใช้ยุทธศาสตร์การบุก การบุกลึกเข้าไปในพื้นที่ข้าศึกทำให้กองทัพเหนียวแน่น รุกเพียงตื้นทำให้กำลังกระจัดกระจาย เมื่อออกจากแดนตนข้ามเขตไป ต้องเข้มงวดการควบคุม เนื่องด้วยเป็นยุทธภูมิช่วงชิง บางครั้งสามารถเดินทัพไปทางใดก็ได้ เช่นนี้เรียก ยุทธภูมิสัญจร (สามประสาน) บางครั้งอาจเจาะลึกเข้าไปในแดนข้าศึก เช่นนี้เรียกยุทธภูมิอันตราย หากเจาะเข้าไปเพียงเล็กน้อย เช่นนี้เรียกยุทธภูมิเบา เมื่อทางถอยกลับถูกปิด ส่วนทางเดินหน้าลำบากแล้ว ต้องเรียกยุทธภูมิโอบล้อม บางยุทธภูมิหนีไปไหนไม่ได้ อย่างนี้เรียกยุทธภูมิคับขัน ในยุทธภูมิกระจัดกระจาย ต้องรวมใจไพร่พล ในยุทธภูมิเบา การสื่อสารอย่าให้ขาด ในยุทธภูมิช่วงชิง ต้องคอยขัดขวางข้าศึก ในยุทธภูมิเปิด ต้องปกป้องพื้นที่สำคัญ ในยุทธภูมิสัญจร ต้องเร่งสร้างพันธมิตร ในยุทธภูมิอันตราย ต้องรักษาเสบียง ในยุทธภูมิวิบาก ต้องเดินทัพไปตามถนน ในยุทธภูมิโอบล้อม ต้องคอยระวังอย่าให้ความลับรั่วไหล ในยุทธภูมิคับขัน อย่าให้เสียผู้คน ธรรมชาติของคน ถูกล้อมจักต้านทาน จำเป็นจักสู้ คับขันจักฟังบัญชา

จงทำในสิ่งที่ถูกต้อง หากมิรู้แผนของศรัตรู จงอย่าพยายามที่จะเผชิญ หากมิรู้ตำแหน่งของภูเขา, ป่า, สิ่งกีดขวาง และหนองน้ำ จงอย่าเดินทัพ หากมิมีผู้นำทางท้องถิ่น ก็จักมิได้ประโยชน์จากภูมิประเทศ สงครามมีหลายปัจจัย หากมิทราบแต่เพียงหนึ่งปัจจัย มิควรก่อสงคราม ทำสงครามกับเมืองใหญ่ ต้องแบ่งแยกให้แตกฝ่าย ต้องสลายความหาญกล้าของศรัตรู ต้องรู้กันมิให้ข้าศึกรวมกันติด พันธมิตรมิจำเป็นต้องแสวงหา อำนาจบารมีของเมืองอื่นมิพึงต้องไปส่งเสริม ดำเนินการใดมิบังควรต้องไปป่าวประกาศ จะเพิ่มความกลัวที่ข้าศึกมีต่อเรา ทำให้พันธมิตรของข้าศึกถอนกำลัง แล้วทั้งชาติของข้าศึกก็ต้องมลาย รางวัลแจกจ่ายได้ตามชอบ เมื่อจะหยุดรบ ไม่ต้องรอคำสั่งจากเบื้องบน โจมตีด้วยกำลังทั้งปวง ใช้ทั้งกองทัพให้เหมือนใช้คนคนเดียว โจมตีด้วยทักษะ ไม่ต้องรายงานด้วยวาจา โจมตีเมื่อได้ประโยชน์ อย่าพูดถึงภัย ส่งทัพเข้ายุทธภูมิคับขัน แรกอาจซวนเซ แต่สุดท้ายกลับแข็งแกร่ง แม้ทัพใหญ่ยังอาจโชคร้าย แม้นตกเป็นรอง ยังเปลี่ยนความพ่ายแพ้ให้เป็นชัยชนะได้ ต้องใช้ความเชี่ยวชาญชำนาญศึก หากต้องการอยู่รอด ต้องปรับตัวให้ทันกับวัตถุประสงค์ของข้าศึก ต้องตามให้ติดทุกสถานการณ์ แม้พันลี้ยังไม่นับว่าไกล ยิ่งเข้าใจข้าศึกยิ่งเห็นทางได้แจ่มชัด จัดการฝ่ายบ้านเมืองให้ถูกต้อง ต้องลงมือตั้งแต่เริ่มทำสงคราม ปิดพรมแดน ฉีกใบผ่าน กั้นเส้นทางฑูต สยบการเมืองให้สิ้นซาก จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามคือผู้คนของเขา มองให้เห็นแล้วรีบบุกไปตรงนั้น พึงยึดสิ่งอันเป็นที่หวงแหนของพวกเขา โดยต้องทำให้ไว ต้องพลิกชายแดนไล่ล่าศรัตรู ประเมินให้ถี่ถ้วนว่าควรลงมือโจมตีเมื่อใด การทำในสิ่งถูกตั้งแต่เริ่มสงครามก็เหมือนการเข้าหาอิสตรี ต้องให้คนของฝ่ายศรัตรูเป็นผู้เปิดประตู หลังจากนั้น เราจึงค่อยเคลื่อนไหวให้รวดเร็วเหมือนกระต่ายป่า ข้าศึกย่อมจะจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน

24 ธันวาคม 2552

  • 19:11
ภูมิประเทศ

ซุนวูกล่าวว่า บางภูมิประเทศสะดวก บางภูมิประเทศเป็นเหมือนกับดัก บางภูมิประเทศเกื้อหนุน บางภูมิประเทศคับแคบ บางภูมิประเทศขัดขวาง บางภูมิประเทศอยู่ไกล บางภูมิประเทศใช้ออกเดินทางไปโจมตีได้สะดวก แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็พบเราได้สะดวกเช่นกัน พื้นที่เยี่ยงนี้เรียกพื้นที่สะดวก เป็นภูมิประเทศเปิด ในภูมิประเทศเช่นนี้จงเร่งเข้าครอบครองพื้นที่สูงโล่งก่อน แล้วป้องกันเส้นทางส่งกำลังบำรุงให้จงดี จักได้เปรียบ บางภูมิประเทศออกตีได้สะดวก แต่ขากลับจะมีภัย เหล่านี้คือพื้นที่กับดัก ภูมิประเทศเยี่ยงนี้มีด้านเดียว พึงรอจนข้าศึกเผอเรอ จะสามารถออกไปโจมตีจากภูมิประเทศเยี่ยงนี้แล้วได้ชัยชนะ หลีกเลี่ยงข้าศึกที่เตรียมพร้อม หากโจมตีจะเสียการ เหตุคือกลับไม่ได้ จักมีภัย ภูมิประเทศเยี่ยงนี้มิได้เปรียบ บางภูมิประเทศหากจากไปจักสูญเสียความได้เปรียบ หากข้าศึกออกจากพื้นที่นี้เขาก็จะสูญเสียความได้เปรียบเฉกเช่นกัน เรียกพื้นที่เยี่ยงนี้ว่าภูมิประเทศเกื้อหนุน ภูมิประเทศเช่นนี้ช่วยเสริมเพิ่มความเข้มแข็ง ข้าศึกอาจหาทางล่อหลอกเราออกไป จงแข็งใจ ยึดไว้ให้มั่น แต่หากเป็นพื้นที่ของข้าศึกจงหาทางล่อหลอกข้าศึกออกจากพื้นที่นั้น แล้วเข้าตีเมื่อข้าศึกออกมาแล้ว ภูมิประเทศเยี่ยงนี้ให้ความได้เปรียบ บางภูมิประเทศมีความคับแคบ จงรีบชิงเข้าภูมิประเทศนี้ก่อน เข้าครอบครองพื้นที่นี้ไว้แล้วรอข้าศึก บางครั้งข้าศึกอาจเข้าถึงพื้นที่เยี่ยงนี้ก่อน หากข้าศึกครอบครองพื้นที่เยี่ยงนี้ก่อนแล้ว จงอย่าได้ตามเข้าไป แต่กหากข้าศึกยังครอบครองไม่สำเร็จจงเร่งเข้าตี บางภูมิประเทศมีเครื่องกีดขวาง จงเร่งรีบไปให้ถึงภูมิประเทศเยี่ยงนี้ก่อน ต้องรีบเข้าครอบครองที่สูงโล่งของภูมิประเทศนี้ เพื่อจะได้เป็นฝ่ายรอคอยข้าศึก บางครั้งข้าศึกอาจเข้าครอบครองพื้นที่นี้ก่อน หากเป็นเช่นนั้น จงล่อหลอกเขาออกมา แต่อย่าได้ตามเขาเข้าไป บางภูมิประเทศอยู่ไกลเกินไป แม้นว่ากำลังอาจดูเท่ากับข้าศึก แต่จักแพ้หากแม้เปิดศึก แม้นโรมรันจักไม่เป็นผลดี ภูมิประเทศมีอยู่หกประเภท สนามรบแต่ละอย่างมีกฏเกณฑ์ของมันเอง ในฐานะแม่ทัพเราต้องรู้ว่าจะไปที่ใด ต้องตรวจสอบแต่ละภูมิประเทศอย่างถี่ถ้วน

บางกองทัพอาจแพ้เหลี่ยม บางกองทัพอาจย่อหย่อน บางกองทัพอาจปวกเปียก บางกองทัพอาจแตกสลาย บางกองทัพอาจอลหม่าน บางกองทัพอาจแตกหนี พึงรู้จุดอ่อนหกประการนี้ จุดอ่อนหกประการเป็นสาเหตุให้เสียจังหวะและทำลายสถานะ ทั้งหมดล้วนเกิดจากการบัญชาของแม่ทัพ ต้องรู้จุดอ่อนทั้งหก ต้องเข้าใจว่าอะไรนำไปสู่ความพ่ายแพ้ เป็นหน้าที่สำคัญของแม่ทัพ จักไม่ศึกษาให้เชี่ยวชาญมิได้ ต้องควบคุมการใช้ภูมิประเทศให้จงดี ภูมิประเทศเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพของเราได้ ต้องรู้จักวิเคราะห์ข้าศึก เพื่อจะได้หาทางทวีกำลังให้เหนือกว่าเพื่อชนะ ต้องวิเคราะห์สิ่งกีดขวาง ภยันตราย และระยะทาง เหล่านี้คือ วิธีบัญชาการอันสำคัญ เข้าใจภูมิประเทศก่อนออกรบ ย่อมจะชนะสงคราม ไม่เข้าใจภูมิประเทศแล้วออกรบ ย่อมพ่ายแพ้ จงลงมือทำสงครามเมื่อมั่นใจว่าจะชนะ ไม่ว่าจะได้รับคำสั่งเช่นไร แม้นว่าเจ้าเมืองจะสั่งห้ามสู้ เมื่อเห็นหนทางชนะแล้วต้องออกรบ บางครั้งการออกรบอาจนำไปสู่ความพ่ายแพ้แม้เจ้าเมืองจะสั่งให้สู้ เมื่อสู้แล้วจะพ่ายแพ้จงหลีกเลี่ยงสงคราม บุกต้องไม่หวังคำยกย่อง ล่าถอยต้องไม่กลัวอับอาย ภารกิจสำคัญคือ การรักษาชีวิตไพร่พล นี่คือ หกาทางรับใช้ชาติ นี่คือ รางวัลที่สามารถมอบแด่ชาติ

เอาใจใส่ไพร่พลประดุจทารก แม้นบุกป่าฝ่าเขาคนเหล่านี้ก็จะตามแม่ทัพของเขาไป ดูแลไพร่พลประดุจบุตรรัก แม้นจะต้องไปตายพวกเขาก็จะไม่หวั่น บางแม่ทัพมีใจกรุณา แต่ใช้คนไม่เป็น มีความรักต่อไพร่พล แต่ไม่สามารถบัญชาการได้ ไพร่พลไร้ระเบียบวุ่นวาย แม่ทัพเยี่ยงนี้ทำให้ไพร่พลเสียคน ไพร่พลเป็นเยี่ยงนี้ย่อมไร้ประโยชน์

หากรู้ว่า (ฝ่ายเรา) ไพร่พลพร้อมออกโจมตี แต่ไม่รู้ว่าข้าศึกมิได้เปิดโอกาสให้โจมตีแล้ว รบร้อยครั้งจักชนะห้าสิบครั้ง หากรู้ว่าข้าศึกอ่อนแอ แต่ไม่รู้ความพร้อมของฝ่ายเราแล้ว รบร้อยครั้งจักชนะห้าสิบครั้ง หากรู้ว่าข้าศึกอ่อนแอ และรู้ว่าฝ่ายเรามีความพร้อม แต่ไม่รู้จะวางกำลังในสนามรบอย่างไรแล้ว รบร้อยครั้งก็ยังชนะเพียงห้าสิบครั้ง แม่ทัพที่แตกฉานในการสัประยุทธ์ ลงมือกระทำสิ่งใดย่อมไม่มีลังเล หนทางปฏิบัติจักไร้ขีดจำกัด ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง รู้ฟ้ารู้ดิน จึงชนะอย่างสมบูรณ์

22 ธันวาคม 2552

  • 22:46
การเดินทัพ

ซุนวูกล่าวว่า อันการบัญชาทัพต้องวินิจฉัยข้าศึก ข้ามเขาต้องอิงหุบ ตั้งทัพให้อยู่ในที่สูง หากข้าศึกอยู่สูงอย่าไต่ขึ้นตี นื่คือวิธีบัญชาทัพในเขตเขา พบแม่น้ำให้ถอยห่าง ข้าศึกข้ามลำน้ำให้รอคอย อย่าลอยคอเข้าจู่โจมกลางลำน้ำ ปล่อยให้ข้าศึกข้ามขึ้นฝั่งมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว จึงเข้าโจมตี ต้องรักษาศักย์สงครามไว้ให้ดี อย่ารับศึกกลางน้ำ ตั้งทัพให้อยู่ในที่ต้นน้ำและสูงโล่ง อย่าตั้งค่ายปลายน้ำ

นี่คือวิธีบัญชาทัพในเขตน้ำ ยามต้องข้ามหนองน้ำ ให้รีบรุดข้ามไปอย่าได้หยุด หากประจันข้าศึกกลางหนอง ต้องพึ่งหญ้าน้ำ หลังต้องหันอิงหมู่ไม้ นี่คือวิธีบัญชาทัพในเขตหนอง บนที่ราบสูงพึงอาศัยความคล่องตัว ให้อยู่ในที่ด้านขวาและด้านหลังเป็นที่สูง หันหน้าเข้าหาภัย หันหลังเข้าหาพวก นี่คือวิธีบัญชาทัพในที่ราบ เหล่านี้ คือ หนทางสร้างความได้เปรียบสี่ลักษณะ เป็นวิธีที่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ใช้ปราบปรามกบฏทั้งสี่

กองทัพเข้มแข็งในที่สูง อ่อนแอในที่ต่ำ ตั้งค่ายบนเนินเขาด้านทิศใต้ที่แดดใส ย่อมดีกว่าบนทิศเหนือที่ร่มครึ้ม มีเสบียงสมบูรณ์ ชัยภูมิมั่นคง ไพร่พลจักปราศจากโรคภัย ทำได้ถูกต้องดั่งนี้ย่อมมีชัยเป็นแม่นมั่น ยามต้องตั้งรับบนเนินเขาหรือริมแม่น้ำ จงอยู่ด้านใต้ในแสงตะวัน ให้ที่สูงอยู่ด้านหลังและข้างขวา เยี่ยงนี้ย่อมดีต่อกองทัพ เยี่ยงนี้คือตำแหน่งแห่งพลัง ฝนตกหนักจนน้ำไหลเชี่ยวให้รีบหยุดทัพ หากจำเป็นต้องข้ามลำน้ำ พึงรอให้วิกฤติผ่านพ้นก่อนจึงทำ ทุกพื้นที่สามารถมีน้ำป่าไหลหลาก ทะเลสาปบางแห่งอาจมีน้ำเป็นครั้ง สิ่งกีดขวางบางอย่างอาจปรากฏเป็นบางคราว ป่าบางแห่งอาจมีบ้างไม่มีบ้าง บางพื้นที่อาจมีน้ำท่วมเพียงบางฤดู รอยแยกอาจปรากฏเพียงบางเวลา จงรีบเลี่ยงไปให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้โดยพลัน พึงอย่าได้ย่างกรายเข้าใกล้ หนีให้ห่างแสนไกล ส่วนข้าศึกให้นำ (เขา) เข้าใกล้ หัน (ด้าน) หน้าเราเข้าหาภัยจำพวกนี้ ส่วนข้าศึกให้เขาหัน (ด้าน) หลัง ด้านปีก (ข้าง) ของกองทัพอาจซ่อนภัย อาจเป็นหลุมบ่อ หรือทะเลสาป เป็นป่ากก หรือป่าอ้อ เป็นภูเขา หรือแมกไม้ เหล่านี้ข้าศึกล้วนใช้เป็นที่กำบังพรางกายได้ พึงตรวจตราให้ถ้วนทั่ว อาจมีคนกำลังซุ่มรอจังหวะเข้าจู่โจม

บางครั้งข้าศึกอยู่ใกล้แต่กลับสงบระงับ แสดงว่าอาจมีคนหลบซ่อนอยู่ตามที่กำบังเหล่านี้ บางคราวอาจอยู่ไกลแต่กลับยั่วเย้า แสดงว่าพวกเขาต้องการให้เราเป็นฝ่ายเข้ากระทำ บางครั้งข้าศึกอาจย้ายค่าย แสดงว่าพวกเขากำลังพยายามหาที่ใหม่ให้ได้เปรียบ ต้นไม้ในป่าไหวเอนโดยไร้ลม หวังได้เลยว่าข้าศึกกำลังมา หญ้าสูงที่บดบังสายตา หน้ากังขาว่าจะมีใครซ่อนอยู่ นกที่โผผิน แสดงว่าอาจมีข้าศึกซ่อนตัวอยู่แถวนั้น สัตว์ที่แตกตื่น บ่งบอกได้ว่าอาจมีการซุ่มโจมตี จงสังเกตฝุ่น บางครั้งมันอาจลอยสูงฟุ้งสู่ฟ้า อย่างนี้แสดงว่าเกวียนกำลังมา หากฝุ่นลอยต่ำแต่กระจายกว้าง บ่งบอกได้ว่ามีทหารเดิยเท้าอยู่แถวนั้น แต่หากฝุ่นกระจัดกระจายหลายพื้นที่แล้วไซร้ แสดงว่าทหารข้าศึกกำลังเก็บฟืนเป็นแม่นมั่น หากฝุ่นทีเพียงบางเบาแล้วค่อยเจือจางลง แสดงว่าคนเหล่านั้นกำลังปักหลักตั้งค่าย หากข้าศึกกระซิบพูดแผ่วเบาพร้อมทั้งซ่องสุมกำลัง แสดงว่าพวกเขากำลังวางแผนบุก หากข้าศึกส่งเสียงโขมงโฉงเฉง และทำท่าเหมือนจะบุกเข้ามา แสดงว่าพวกเขากำลังวางแผนจะล่าถอย หากเห็นรถรบคันเล็กออกมาจากค่ายก่อน ตามด้วยการขยับปีกออกด้านข้าง แสดงว่าพวกเขากำลังจัดรูปขบวน หากเขาเพรียกหาสันติภาพ แต่มิเสนอให้มีการเจรจากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แสดงว่าน่าจะมีกลอุบายเสียเป็นแม่นมั่น หากข้าศึกวิ่งแยกจากกัน แต่มีระเบียบ แสดงว่าพวกเขากำลังจะเริ่มออกตี หากเห็นครึ่งหนึ่งรุกมาข้างหน้า ส่วนอีกครึ่งถอยไปข้างหลังแล้วไซร้ แสดงว่าเขากำลังพยายามออกอุบายล่อลวงเป็นแน่แท้ หากนายกองสั่งบุก แต่ไพร่พลยืนเหม่อ แสดงว่ากองทัพนี้ขาดอาหาร หากคนแรกที่ตักน้ำแล้วรีบดื่มเสียเอง แสดงว่าพวกเขากระหายจัด หากเห็นความได้เปรียบแล้วยังไม่บุกเข้ามา แสดงว่าไพร่พลอ่อนล้า หากนกรวมตัวกัน แสดงว่าข้าศึกได้ละทิ้งค่ายแล้ว เสียงข้าศึกกู่ร้องกัน แสดงว่าพวกเขาเกิดความกลัว หากกองทัพข้าศึกดูสับสนวุ่นวาย แสดงว่าแม่ทัพนายกองของฝ่ายนั้นย่อหย่อน หากเห็นธงและป้ายสัญญาณของข้าศึกแกว่งไกว แสดงว่าคำสั่งกำลังถูกส่งออกไป หากนายทหารของฝ่ายข้าศึกแสดงอาการฉุนเฉียว แสดงว่าพวกเขาอ่อนล้าเต็มที หากเห็นไพร่พลฝ่ายตรงข้ามฆ่าม้าเอาเนื้อมากิน แสดงว่าคนพวกนั้นขาดเสบียง ทานข้าวแล้วไม่นำหม้อไปเก็บ แสดงว่าปล้นสะดมมาได้ไม่ดี หากไพร่พลข้าศึกมีท่าทีนอบน้อม และไม่ขัดคอกัน แต่ดูเหมือนไม่ค่อยอยากจะพูดจะจาต่อกันแล้ว แสดงว่าพวกเขาออกจะแตกความสามัคคีกัน หากกองทัพข้าศึกต้องใช้สินบนจูงใจไพร่พลจนเกินงาม แสดงว่าพวกเขากำลังลำบาก หากฝ่ายข้าศึกต้องลงโทษคนของตนอย่างมากมาย แสดงว่าไพร่พลของพวกเขาอ่อนล้าอิดโรย หากข้าศึกแรกทำท่าคุกคาม ต่อมากลับเหมือนกลัวแล้วไซร้ แสดงว่าทัพใหญ่เขายังไม่มาถึง หากข้าศึกพยายามญาติดีกับเรา แสดงว่าเขาอยากพักเอาแรง หากข้าศึกคึกคักฮึกเหิม เป็นดั่งนี้อยู่นาน แต่มิได้ลงมือบุก แต่ก็มิได้ผละไปจากสนามรบ พึงระวังไว้ให้จงดี

หากกองทัพอ่อนแอ จงเร่งหากำลังพลมาเพิ่ม สถานการณ์เช่นนี้ พึงใช้ความสุขุมคัมภีรภาพ รวมกำลังไว้ให้มั่น เตรียมพร้อมรับมือหากข้าศึกจู่โจม รวบรวมผู้คนอยู่ในที่ตั้ง พึงใช้ความละเอียดอ่อนในการวางแผน และปรับแผนตามข้าศึก ต้องรวบรวมผู้คนไว้ให้มาก ทหารใหม่ยังไม่สนิทแล้วลงโทษจักมิเชื่อฟัง ทหารมิเชื่อฟัง ย่อมไร้ประโยชน์ ทหารเก่าพึ่งได้แต่ต้องไม่ทำโทษโดยไร้เหตุ มิฉะนั้นทหารเก่าก็จักมิเชื่อฟัง ไพร่พลต้องปกครองด้วยคุณธรรม ยิ่งได้ชัยมาด้วยกันผู้คนยิ่งรักใคร่กลมเกลียว ต้องฝึกไพร่พลให้เชื่อฟัง ฝึกไพร่พลฟังบัญชาเป็นวิสัย ไพร่พลจักภักดี มิฝึกไพร่พลฟังบัญชาเป็นวิสัย ไพร่พลจักกระด้างกระเดื่อง การฟังบัญชาเป็นวิสัย หลอมหัวใจให้ไพร่พลกับแม่ทัพเป็นหนึ่งเดียว

21 ธันวาคม 2552

  • 21:14
ความสามารถในการปรับตัว

ซุนวูกล่าวว่า ทุกคนใช้ยุทธศาสตร์ ในฐานะแม่ทัพ ต้องรับบัญชาจากเจ้าเมือง แล้วระดมไพร่พล พื้นที่วิบากต้องไม่ตั้งค่าย พื้นที่คาบเกี่ยวพึงคบมิตร พื้นที่ตัดขาดอย่าเชื่องช้า เมื่อถูกล้อมต้องใช้เหลี่ยม ประสบวิกฤติต้องสู้ตาย เส้นทางบางสายไม่ควรสัญจน บางกองทัพไม่ควรต่อกรด้วย บางที่มั่นไม่ควรเข้าโจมตี บางตำแหน่งแห่งที่ไม่ควรรักษา คำบัญชาบางอย่างไม่ควรรับ แม่ทัพต้องเชี่ยวชาญการปรับตัวให้ได้เปรียบ จึงจะเป็นผู้รู้การศึก แม่ทัพที่ไม่ชำนาญการปรับตัว พวกเขาอาจรู้ว่าภูมิประเทศมีรูปร่างอย่างไร แต่ก็ยังมิสามารถใช้สิ่งเหล่านั้นเพิ่มความได้เปรียบ บางแม่ทัพไม่รู้ว่าจะปรับวิธีการรบอย่างไร พวกเขาอาจพบตำแหน่งที่ได้เปรียบ แต่มิสามารถใช้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วางแผนพึงสร้างสรรค์ พึงปรับตัวตามเงื่อนไขแห่งโอกาสและอุปสรรค อาจใช้วิธีต่างๆ แต่ได้ผลอย่างเดียวกัน ปัญหาอาจแตกต่าง แต่เราต้องหาทางออกได้เสมอ ปรับเปลี่ยนข้าศึกต้องรู้จุดอ่อน ต้องการให้ข้าศึกยุ่งต้องหางานให้ทำ ต้องการให้ข้าศึกเร่งรุดต้องเอาผลประโยชน์เข้าล่อ ขึ้นชื่อว่านักรบอย่าได้วางใจว่าข้าศึกจะไม่มา พึงวางใจความพร้อมที่จะรับมือกับพวกเขาจะดีกว่า อย่าได้เชื่อว่าข้าศึกจะไม่จู่โจม เชื่อความสามารถในการเลือกสถานที่ที่ข้าศึกไม่สามารถเข้าตีย่อมดีกว่า

จุดอ่อนห้าประการของแม่ทัพ สู้ตายอาจถูกฆ่า, กลัวตายอาจถูกจับ, ฉุนเฉียวอาจถูกยั่ว, หยิ่งในศักดิ์ศรีอาจถูกหยาม, รักราษฏรอาจถูกก่อกวน ห้าประการนี้เป็นจุดอ่อน เป็นความผิดพลาดที่มักพบได้ในแม่ทัพ ล้วนเป็นภัยแก่การบังคับบัญชา กองทัพล่มสลายแม่ทัพมอดม้วย จุดอ่อนห้าประการนี้ จักไม่พินิจพิเคราะห์หาได้ไม่

18 ธันวาคม 2552

  • 23:26
การสัประยุทธ์
ซุนวูกล่าวว่า ทุกคนล้วนต้องใช้ยุทธศาสตร์ หลังแม่ทัพรับโองการจากประมุข จักระดมไพร่พล จัดหน่าย สร้างค่าย แต่ยังต้องหลีกภัยจากการสัประยุทธ์ให้จงดี การเผชิญหน้าอาจเป็นภัย ดังนี้ ทางอ้อมจึงอาจเป็นทางสั้นที่สุด เพราะเหตุนี้ ปัญหาจึงอาจถือเป็นโอกาส พึงใช้ทางอ้อมเป็นทางสัญจร พึงล่อด้วยประโยชน์ เมื่อล้าหลังพึงเร่งฝีเท้า เมื่อล้ำหน้าพึงชะลอ พึงรู้ทางอ้อมที่สามารถช่วยให้บรรลุแผนได้ตรงที่สุด “จงเข้าสัประยุทธ์เมื่อได้เปรียบ การแสวงหาการสัประยุทธ์เพียงเพื่อได้สัประยุทธ์จักเป็นภัย” หากกองทัพสู้เพื่อผลประโยชน์ ย่อมไม่สามารถจับศรัตรูได้

กองทัพที่สู้เพื่อผลประโยชน์ จักสูญเสียซึ่งสัมภาระ แม้ว่ารักษาอาวุธไว้แล้ว ไล่ตามข้าศึกไม่มีหยุดพักทั้งกลางวันกลางคืน แยกย้ายกันไปตามถนนหลายสายในเวลาเดียวกัน เดินทางหลายร้อยลี้เพื่อตามล่าผลประโยชน์ แล้วข้าศึกกลับจับแม่ทัพและไพร่พลของเราได้ ทหารที่แข็งแกร่งไปถึงก่อน ทหารที่อ่อนด้อยไปถึงทีหลัง หากใช้วิธีนี้จะมีผู้ไปถึงเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น อาจเดินไกลห้าสิบลี้เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ แต่แม่ทัพและกองทัพย่อมซวนเซ หากใช้วิธีนี้จะมีคนเดินทางไปถึงเพียงครึ่งเดียว อาจเดินไกลสามสิบลี้เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ เพียงสองในสามเท่านั้นที่จะไปถึง หากปล่อยให้กองทัพเดินทางโดยปราศจากขบวนสัมภาระที่ดี กองทัพก็จะสลาย ปราศจากเสบียงอาหารกองทัพย่อมมลาย หากไม่ประหยัดธัญญาหารกองทัพย่อมมลาย อย่าปล่อยให้ข้าศึกล่วงรู้แผนการของฝ่ายเรา ทั้งต้องไม่ลังเลที่จะเสริมสร้างพันธมิตร ต้องรู้ภูเขารู้ป่า รู้อุปสรรคที่ขัดขวาง รู้ว่ามีหนองบึงอยู่หนใด หากไม่รู้จะเคลื่อนทัพหาได้ไม่ หากไม่รู้จะต้องใช้คนท้องถิ่นนำทาง หากไม่รู้จะไม่สามารถใช้ภูมิประเทศสร้างความได้เปรียบ

ทำสงครามพึงมิเปิดเผยตำแหน่งที่แท้จริง ตำแหน่งลวงช่วยให้เคลื่อนที่สะดวก การแยกและการรวมช่วยให้เราปรับตัวเอง และเปลี่ยนสถานการณ์ได้ เราจักเคลื่อนที่ได้รวดเร็วประดุจลมพัด สามารถเพิ่มจำนวนได้ดั่งต้นไม้ในป่า สามารถบุกสามารถปล้นสะดมได้ดุจอัคคีภัยบรรลัยกัลป์ ตั้งมั่นได้ดังหนึ่งภูผา สามารถคงความลึกลับได้ดั่งเมฆหมอก สามาถรฟาดผ่าได้ประดุจอสนีบาต แบ่งกำลังเพื่อปล้นสะดมหมู่บ้าน “ในพื้นที่โล่ง การแยกกำลังช่วยให้ได้เปรียบ” ไม่ต้องห่วงการจัดทัพ ขอเพียงให้เคลื่อนที่ได้เท่านั้น รู้ว่าทางเส้นใดอ้อมเส้นใดตรง เยี่ยงนี้จึงจะประสบความสำเร็จในการสัประยุทธ ในสมรภูมิ “ส่งเสียง จักไม่ได้ยิน ต้องใช้ฆ้องใช้กลอง มองก็มิสามารถแลเห็น ต้องใช้ธงทิวส่งสัญญาณ” ต้องใช้ฆ้อง กลองและธงทิวให้เชี่ยวชาญ ให้สั่งการไพร่พล ให้ได้ยินเหมือนเป็นหนึ่งเดียว ต้องรวมคนให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ผู้กล้าจะต้องไม่บุกออกไปเพียงลำพัง ผู้หวาดจะต้องไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง พึงบัญชาให้พวกเขาทำงานเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว รบกลางคืน ต้องใช้คบไฟและกลองให้มากๆ กลางวันใช้ธงทิวให้มาก ดูแลไพร่พลให้สามารถเห็นสัญญาณได้ชัดเจนและทั่วถึง

กองทัพควบคุมได้ด้วยขวัญ แม่ทัพต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ ในตอนเช้าพลังงานของผู้คนย่อมเต็มเปี่ยม เมื่อเวลาผ่านไปอาจโรยรา ตกเย็นต่างก็สิ้นแรง เราควรใช้กำลังอย่างชาญฉลาด หลีกเลี่ยงข้าศึกที่ฮึกเหิม จู่โจมเมื่อไพร่พลข้าศึกเกียจคร้านอิดโรย เหล่านี้คือ หนทางการคุมพลัง พึงใช้วินัยรับมือความอลหม่านของสงคราม ใช้สบายรอเหนื่อย เหล่านี้คือ หนทางการคุมอารมณ์ความรู้สึก พึงรออยู่ใกล้บ้านเพื่อเตรียมรับมือข้าศึกที่ต้องเดินทางไกล พักอย่างสบายเพื่อรอข้าศึกที่เหนื่อยล้า อิ่มเพื่อรอข้าศึกที่อดอยากปากแห้ง เหล่านี้ คือ หนทางการคุมกำลัง อย่าได้ลวงข้าศึกที่มีระบบระเบียบในการบังคับบัญชาดี อย่าเพิ่งเข้าโจมตีหากรูปขบวนเขาเข้มแข็ง เหล่านี้ คือ หนทางการปรับตัว กฏของทหารที่ต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดมีอยู่ว่า อย่าบุกขึ้นที่สูง อย่าเข้าตีคนจนตรอก อย่าไล่คนแสร้งหนี อย่าได้โจมตีข้าศึกคนที่เข้มแข็งที่สุด อย่ากินเหยื่อที่ข้าศึกอ่อย อย่าขัดขวางกองทัพที่กำลังบ่ายหน้ากลับบ้าน จงให้ทางออกแก่กองทัพที่ถูกปิดล้อม อย่าได้กดดันข้าศึกที่หมดหนทางสู้ เหล่านี้ คือ หนทางการใช้ทักษะทางทหาร

16 ธันวาคม 2552

  • 22:38
ซุนวูกล่าวว่า

สงครามเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของชาติ เป็นเรื่องถึงเป็นถึงตาย เป็นวิชาการอยู่รอดหรือถูกทำลาย พึงเรียนรู้ให้จงดี มีองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาอยู่ห้าประการด้วยกัน จงศึกษาองค์ประกอบเหล่านี้เมื่อวางแผนรบ เพื่อให้รู้สถานการณ์

  • จงพิจารณาระบบความคิด
  • จงพิจารณาดินฟ้าอากาศ
  • จงพิจารณาพื้นที่
  • จงพิจารณาแม่ทัพ
  • จงพิจารณาวิธีการทางทหาร

เริ่ม จากระบบความคิด จงบัญชาผู้คนในลักษณะ ให้พวกเขาได้มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน เราสามารถนำพวกเขาไปสู่ความตาย เราสามารถนำพวกเขาให้มีชีวิต พวกเขาต้องซื่อสัตย์และไม่กลัวตาย ต่อไปเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ พึงดูว่าแดดออกหรือมืดครึ้ม ร้อนหรือหนาว กำลังอยู่ในฤดูใด ต่อไปเป็นสภาพพื้นที่ ดูว่าไกลหรือใกล้ พื้นที่ยากเข็ญหรือง่ายดาย เป็นที่โล่งหรือที่แคบ ล้วนเป็นเรื่องถึงเป็นถึงตาย ต่อไปเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา แม่ทัพต้องฉลาด ไว้ใจได้ เอาใจใส่ กล้าหาญและเข้มงวด สุดท้ายเป็นเรื่องของวิธีการทางทหาร เป็นเรื่องของรูปแบบองค์กรซึ่งได้มาจากความรู้ด้านการจัดการ ต้องปฏิบัติให้ได้อย่างเชี่ยวชาญ

ทั้ง ห้าองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ผู้บังคับบัญชาต้องใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ ความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้นำมาซึ่งชัยชนะ หากไม่ใส่ใจหมายถึงพินาศย่อยยับ

จะวางแผนให้ได้ดี ต้องประมาณสถานการณ์ให้ถูกต้อง ต้องตั้งคำถามว่า รัฐใดมีระบบความคิดที่ถูกต้อง แม่ทัพใดชำนาญศึก ฤดูไหน สถานที่ใดมีความได้เปรียบ วิธีบัญชาการอย่างใดได้ผล กองกำลังกลุ่มไหนเข้มแข็ง นายทหารและกำลังพลฝ่ายไหนได้รับการฝึกมาดี การให้รางวัลและลงโทษอย่างใดมีเหตุผล สิ่งเหล่านี้จะบอกได้ว่าจะชนะ หรือพ่ายแพ้ แม่ทัพบางคนประมาณสถานการณ์เยี่ยงนี้ หากใช้แม่ทัพเหล่านี้จะชนะ จงรักษาพวกเขาไว้ แม่ทัพบางคนไม่สนใจประมาณสถานการณ์ หากใช้แม่ทัพเหล่านี้ย่อมพ่ายแพ้ จงกำจัดคนเหล่านี้เสีย

การฟังมีประโยชน์ ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ เป็นความช่วยเหลือจากภายนอก ช่วยให้ได้รับรู้ในสิ่งที่จะมีผลกระทบถึงการรบ ช่วยการประมาณการณ์ให้หาโอกาสได้ และช่วยให้ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้

สงครามเป็นวิชาของการลวงล่อ เมื่อพร้อมจงทำประหนึ่งไร้ความสามารถ เมื่อกำลังเคลื่อนไหว จงทำประหนึ่งว่าอยู่เฉยๆ เมื่ออยู่ใกล้ข้าศึก จงแสดงประหนึ่งว่าอยู่ไกล เมื่ออยู่ไกล จงทำประหนึ่งอยู่ใกล้ หากศรัตรูอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ จงหลอกล่อพวกเขาออกมา หากศรัตรูสับสน จงใช้ความแน่วแน่ หากศรัตรูแข็งแกร่ง จงเตรียมพร้อม หากศรัตรูฮึกเหิม จงทำให้ท้อแท้ หากศรัตรูอ่อนแอ จงยุให้อวดดี หากศรัตรูกำลังพักผ่อนออมแรง จงกระตุ้นให้ต้องทำงาน หากศรัตรูรวมกันติด จงแยกให้แตก โจมตีเมื่อเขาระวังตัวน้อยที่สุด จงออกเดินทางเมื่อเขาไม่คาดคิด “ย่อมสามารถเอาชนะได้ เมื่ออีกฝ่ายเดาใจไม่ถูก”

พึงออมกำลังไว้จนกว่าจะแน่ใจในชัยชนะ ให้ประเมินได้ว่า มีความได้เปรียบหลายประการเสียก่อน ก่อนออกรบ การประเมินอาจบ่งบอกว่าอาจไม่ชนะ ยังสามารถพึ่งพาความได้เปรียบ หลายความได้เปรียบนำมาซึ่งชัยชนะ ความได้เปรียบที่น้อยเกินไปนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ จะรู้ว่าได้เปรียบมากหรือน้อย ต้องประมาณสถานการณ์เสียก่อน เราจะรู้ว่าเราเป็นอย่างใดก็ด้วยอาศัยการสังเกต แล้วจะบอกได้ล่วงหน้าว่า รบครั้งนี้จะประสบชัยหรือพ่ายแพ้
  • 22:23
จุดอ่อนจุดแข็ง

ซุนวูกล่าวว่า จงไปถึงสนามรบก่อนข้าศึกเพื่อจะได้เป็นฝ่ายคอยข้าศึกอยู่อย่างสดชื่นสบายใจ หากฝ่ายตรงข้ามถึงสนามรบก่อน ฝ่ายเราจะต้องตะลีตะลานเข้าไป ย่อมเกิดความสับสนลนลาน ทำอะไรไม่ถูก หากต้องการความสำเร็จในการศึก คงเคลื่อนกำลัง แต่อย่าเคลื่อนเข้าสู่กำลังฝ่ายตรงข้าม เราสามารถทำให้ข้าศึกเป็นฝ่ายเข้ามาหาเราได้ โดยให้ผลประโยชน์แก่เขา เราสามารถทำให้ข้าศึกหลีกเลี่ยง ไม่เข้ามาก็ได้ หากข่มขู่ว่าจะได้รับอันตราย หากข้าศึกสดชื่น จงทำให้เหนื่อยล้า หากเขาอิ่ม จงทำให้อด หากเขาพักผ่อน จงอย่าให้อยู่นิ่ง ออกเดินอย่างสุขุมรีบไปยังที่ข้าศึกคาดไม่ถึง จะเดินทัพได้พันลี้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก็เพราะเดินในที่ปลอดคน โจมตีแล้วต้องสำเร็จ โจมตีไปที่จุดอ่อนด้อยการป้องกัน “ยามป้องกัน ป้องกันจนข้าศึกไม่มีที่จะโจมตี”โจมตีอย่างชัดเจน ให้ข้าศึกไม่รู้ว่าจะป้องกันที่ตรงไหน “ป้องกันให้เชี่ยวชาญ อย่าให้ข้าศึกรู้ว่าควรโจมตีเราตรงที่ใด” จงลึกลับอย่างมีเหลี่ยม ไปถึงอย่างไรไม่มีรูปแบบที่เห็นได้เด่นชัด จงเร้นกายอย่างลี้ลับ ไปถึงอย่างไม่มีเสียง ใช้ทักษะทุกอย่างควบคุมการตัดสินใจของข้าศึก จงรุกเข้าไปในตำแหน่งที่เขาไม่สามารถป้องกัน จู่โจมผ่านจุดอ่อน ถอนกำลังยามข้าศึกไม่สามารถขับไล่ รวดเร็วให้เกินกว่าที่ข้าศึกจะไล่ได้ทัน จงเป็นฝ่ายเลือกรบ ข้าศึกอาจซ่อนอยู่หลังกำแพงสูงหรือคูลึก อย่าได้พยายามเอาชัยมาด้วยการเข้าตีตรงหน้า แต่จงเข้าโจมตีในที่ซึ่งพวกเขาต้องช่วยกัน

จงหลีกเลี่ยงสงครามที่เราไม่ต้องการ แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ แล้วปกป้องมัน อย่าให้ข้าศึกมีอะไรที่จะใช้ช่วยให้ชนะ ชักนำพวกเขามายังตำแหน่งที่เราเตรียมการตั้งรับไว้เป็นอย่างดี จงจ่ายงานให้ทุกคนยกเว้นตัวเอง แล้วรวมกำลังเมื่อข้าศึกแบ่งกำลัง รวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียว ข้าศึกแบ่งกำลังย่อมแยกเป็นกลุ่มย่อย จงใช้กลุ่มใหญ่โจมตีกลุ่มย่อยเพียงกลุ่มเดียว เป็นคนหลายคนกับคนน้อยคน กำลังที่เหนือกว่าย่อมทำให้ผู้มีกำลังน้อยมิอาจต้านทาน หลังจากนั้นจงจัดการกลุ่มย่อยกลุ่มต่อไป ขยี้อย่างนี้ไปทีละกลุ่ม

จงรักษาสถานที่ที่ได้เลือกไว้ว่าจะใช้เป็นสมรภูมิให้เป็นความลับ ข้าศึกจะต้องไม่รู้ บีบให้ข้าศึกต้องเตรียมการรบในหลายพื้นที่ ให้พวกเขาต้องเตรียมการป้องกันในหลายพื้นที่ แล้วค่อยเข้าตีตรงจุดที่ได้เลือกไว้ ในลักษณะนี้กำลังข้าศึกจะถูกแบ่งจนเหลือเบาบาง หากเขาส่งทหารไปเพิ่มกำลังที่แนวหน้า เขาก็ต้องถอนทหารออกจากส่วนหลัง หากเขาส่งทหารไปเพิ่มกำลังที่ส่วนหลัง เขาก็ต้องถอนทหารออกจากแนวหน้า หากเขาส่งทหารไปเพิ่มกำลังที่ปีกขวา เขาก็ต้องถอนทหารออกจากปีกซ้าย หากเขาส่งทหารไปเพิ่มกำลังที่ปีกซ้าย เขาก็ต้องถอนทหารออกจากปีกขวา “หากไม่รู้ว่าจะถูกโจมตีตรงไหนก็จะต้องเตรียมตัวทุกที่ หากไม่รู้ตำแหน่งที่จะถูกโจมตี เขาก็จะมีจุดอ่อนทั่วทุกแห่ง” ข้าศึกมีกำลังน้อย เพราะต้องเตรียมรับศึกจากเรา ฝ่ายเราจะมีกำลังมาก เพราะให้ข้าศึกเป็นฝ่ายต้องเตรียมรับศึก

เราต้องรู้จักพื้นที่การรบ เราต้องเข้าใจจังหวะของการศึก เมื่อนั้นเราจะสามารถรุกคืบหน้าเข้าไปได้เป็นพันลี้อย่างผู้พิชิต หากไม่รู้จักพื้นที่การรบ ไม่เข้าใจจังหวะของการศึก ปีกซ้ายก็จะมิอาจช่วยปีกขวา ปีกขวาก็มิอาจช่วยปีกซ้าย แนวหน้าก็มิอาจช่วยแนวหลัง แนวหลังก็มิอาจช่วยแนวหน้า การสนับสนุนที่อยู่ใกล้เพียงสิบลี้ก็เหมือนอยู่ไกล ใกล้ก็เหมือนไกล จงควบคุมดุลการใช้กำลัง ข้าศึกอาจมีคนมาก แต่ก็จะเหมือนมีมากเกินไป แล้วจะช่วยให้พวกเขาได้รับชัยชนะได้ฉันใด? เรากล่าวว่า เจ้าต้องชนะ ข้าศึกอาจมีมากหลาย ก็สามารถทำให้รบมิได้

ยามกำหนดยุทธศาสตร์พึงวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง ยามดำเนินการตามแผน พึงรู้วิธีปฏิบัติและไม่ปฏิบัติ ยามเข้าสู่พื้นที่ พึงรู้ว่าพื้นที่ไหนเป็นจุดตาย พื้นที่ไหนอำนวยชัยเมื่อเข้าสู่สงคราม พึงรู้ว่ามีกำลังพลมากไป หรือน้อยไป รูปขบวนในการรบสำคัญยิ่ง จงเข้าสู่สงครามอย่างปราศจากรูปแบบ อย่าได้รีบด่วนจัดรูปแบบก่อนเวลาอันควร ทำได้ดั่งนี้แม้แต่จารชนชั้นเลิศก็มิสามารถหาข่าว แม่ทัพที่ฉลาดล้ำก็มิอาจวางแผนรับมือ เข้าสู่รูปแบบที่สามารถได้รับชัยชนะด้วยการใช้กำลังที่เหนือกว่า อย่าปล่อยให้กองกำลังฝ่ายข้าศึกได้ล่วงรู้ ให้เขาได้รู้ว่าเราอยู่ ณ ตำบลใดก็ต่อเมื่อรูปแบบของเราช่วยให้เราประสบความสำเร็จแล้ว อย่าให้ใครล่วงรู้ว่ารูปแบบของเราช่วยให้เราได้รับชัยชนะได้อย่างไร

จงรบให้ชนะอย่างเด็ดขาด อย่าให้ข้าศึกมีโอกาสได้โงหัวขึ้นมาอีก พึงจัดรูปแบบให้เหมาะสมกับรูปแบบของข้าศึก จัดรูปแบบการรบดุจดั่งน้ำ น้ำปรับตัวได้ตามภาชนะ น้ำย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ การรบของเราก็ต้องปรับเปลี่ยนได้ดั่งน้ำ พึงหลีกเลี่ยงจุดแข็ง โจมตีจุดอ่อน น้ำย่อมปรับตัวไปตามพื้นที่ที่มันไหลผ่าน กองทัพของเราก็พึงปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับข้าศึก เพื่อชัยชนะเฉกเช่นกัน เริ่มสงครามด้วยรูปแบบที่ไม่แน่นอน เฉกเช่นน้ำที่ไม่มีรูปทรงแน่นอน หาปรับเปลี่ยนได้ตามที่ข้าศึกปรับและเปลี่ยน เราก็จะหาหนทางเอาชนะได้ เช่นนี้เรียกว่าทำตัวได้ดั่งเงา เข้าสู่ห้าสงครามโดยมีรูปแบบแห่งชัยชนะไม่เหมือนกัน แต่ละฤดูใช้รูปแบบที่ไม่เหมือนกัน วันเวลามีจำกัด ช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์สามารถตัดสินแพ้ชนะได้

04 ธันวาคม 2552

  • 23:56
พลานุภาพ
ซุนวูกล่าวว่า “ควบคุมคนกลุ่มใหญ่ได้เหมือนควบคุมคนกลุ่มน้อย” ด้วยการแบ่งตำแหน่งแบ่งยศศักดิ์ให้ถูกต้อง
ต่อสู้กับกองทัพใหญ่เหมือนเช่นที่ต่อสู้กับคนกลุ่มเล็ก ที่ต้องการมีเพียงการวางตำแหน่งในการวางกำลังและการสื่อสารที่เหมาะสม

หากพบกองทัพข้าศึกขนาดใหญ่ ต้องต้านทานการต่อตีของข้าศึกให้ได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ
ต้องใช้ทั้งความประหลาดใจและการโจมตีตรงหน้าได้อย่างเหมาะสม ตำแหน่งของกองทัพต้องช่วยเพิ่มเสริมความเข้มแข็งได้
กองทหารที่โอบตีข้าศึกสามารถบดขยี้พวกเขาได้ดุจไข่ไก่ ต้องใช้ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของเราได้อย่างถูกต้องด้วยจึงดี

ทุกสงครามเป็นเช่นนี้
เราใช้การเข้าตีตรงหน้าเพื่อตรึงกำลังข้าศึก
ใช้ความเหนือคาดช่วยให้ชนะ

ใช้ความเหนือคาดช่วยให้ทำการบุกได้สำเร็จ เหนือคาดอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนอากาศและพื้นดิน เหนือคาดอย่างไม่ขาดตอนเหมือนกระแสน้ำในแม่น้ำ อาจถูกหยุดยั้งแต่ยังสามารถกลับมาเริ่มใหม่ ต้องใช้วันและเดือนให้เหมาะสม หากเพลี่ยงพล้ำต้องฟื้นฟู ต้องใช้ฤดูทั้งสี่ให้เหมาะสม เสียงเพลงมีอยู่เพียงไม่กี่เสียงหากว่าเราปรับแต่งมัน จะได้บทเพลงแห่งชัยชนะมากมาย ฟังได้ไม่รู้จบ สีมีอยู่เพียงไม่กี่สีหากว่าผสมมัน จักได้สีสันแห่งชัยชนะมากมาย ให้ดูได้ไม่รู้จบ รสมีอยู่เพียงไม่กี่รส แต่เรายังสามารถผสมมัน จนได้รสชาติแห่งชัยชนะมากมาย ให้ลิ้มได้ไม่รู้จบ

จงรบด้วยพลานุภาพ รูปแบบการรบมีเพียงสามัญและพิสดาร สามัญและพิสดารพลิกผันมิรู้จบ ชัยชนะก็มิอาจจำกัดให้จบสิ้นได้เช่นกัน สามัญและพิสดารให้กำเนิดซึ่งกันและกัน เหมือนเป็นวงกลมที่มิมีจุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุด ย่อมสอดประสานผสมปนเปกันได้ไม่รู้สิ้น “กระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงพลังกวาดหินจนลอยเคลื่อน นี้คือพลานุภาพ เหยี่ยวโฉบนก เพียงแรงปะทะก็ฆ่าเหยื่อได้ นี้คือจังหวะเวลาที่เหมาะสม เข้ารบเฉพาะในสงครามที่ชนะ ใช้พลานุภาพที่ทรงพลัง ใช้จังหวะเวลาที่แม่นยำ” พลานุภาพเปรียบเสมือนความตึงของสายเกาทัณฑ์ จังหวะเวลาเหมือนการเหนี่ยวไก
สงครามทั้งซับซ้อนและยุ่งเหยิง การรบยิ่งอลหม่านแต่เราต้องไม่สับสน สงครามเลอะเทอะและยุ่งเหยิง ตำแหน่งอาจพลิกผัน แต่ทว่าเราจะต้องไม่ยอมแพ้ ความยุ่งเหยิงก่อให้เกิดการควบคุม กลัวก่อให้เกิดกล้าหาญ ความอ่อนแอเป็นบ่อเกิดของความแข็งแรง พึงควบคุมความสับสนอลหม่าน ทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการวางแผน

คนของเราต้องใช้ความกล้าพิชิตความกลัว ทำได้หรือไม่ขื้นอยู่กับพลานุภาพ เรามีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง นี้เป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งของเรา จงบีบข้าศึกให้เคลื่อนไหวไปในทางที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายเรา ใช้ตำแหน่งที่ตั้งของเรา ข้าศึกจะต้องติดตามเรา จงละทิ้งที่ตั้ง ข้าศึกจะต้องเข้ายึดที่นั้น เราสามารถใช้ผลประโยชน์ล่อให้ข้าศึกเคลื่อนไหว เราสามารถใช้คนของเราทำให้ข้าศึกเคลื่อนไหว เราสามารถใช้กำลังตรึงข้าศึกเอาไว้ เราต้องการประสบชัยชนะในการรบ ซึ่งทำได้ด้วยการแสวงหาพลานุภาพ อย่าเพียงแต่เรียกร้องให้คนของเราต่อสู้ให้ถึงที่สุด เราต้องเลือกคนให้ดี แล้วให้พลานุภาพแก่พวกเขา

เราต้องสร้างพลานุภาพ พลานุภาพสร้างได้ด้วยผู้คนของเราระหว่างสงคราม เปรียบเสมือนการกลิ้งท่อนซุงและก้อนหิน ท่อนซุงและก้อนหินกลิ้งได้เพราะรูปร่างและน้ำหนักของพวกมัน ให้ความปลอดภัยแก่ผู้คนแล้วพวกเขาจะสงบ ให้อันตรายแล้วพวกเขาจะต้องดื้นรนกระทำการ ให้ที่มั่นแก่พวกเขาแล้วพวกเขาจะรักษามันไว้ รวบรวมพวกเขาแล้วพวกเขาจะออกเดิน เราทำให้คนของเราทรงความน่าเกรงขามได้ด้วยพลานุภาพ ก็เหมือนการกลิ้งก้อนหินกลมลงมาจากหน้าผาที่สูงชันนั่นเอง พลานุภาพสำคัญอย่างยิ่ง

03 ธันวาคม 2552

  • 21:09
การวางกำลั

ซุนวูกล่าวว่า จงเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของการรบที่ประสบความสำเร็จ
สิ่งแรกคือ ต้องหาทางไม่ให้ข้าศึกได้รับชัยชนะ ต้องใส่ใจในข้าศึกเพื่อหาหนทางเอาชนะข้าศึก มีแต่เราเท่านั้นที่จะสามารถป้องกันไม่ให้ข้าศึกได้รับชัยชนะ และมีแต่ข้าศึกเท่านั้นที่จะยอมให้เราชนะได้ ต้องรบให้ดี ต้องป้องกันไม่ให้ข้าศึกได้รับชัยชนะ เราจะไม่สามารถได้รับชัยชนะ นอกจากข้าศึกจะอำนวยให้ชนะ

เป็นที่กล่าวกันว่า เราสามารถมองเห็นโอกาสสำหรับชัยชนะได้ แต่สร้างมันขึ้นมาเองไม่ได้ บางครั้งเราไม่สามารถชนะจึงต้องตั้งรับ แต่ในที่สุดแล้วจะสามารถชนะได้ เมื่อถึงเวลาแล้วให้โจมตี ตั้งรับเมื่อมีกำลังไม่พอ โจมตีเมื่อมีกำลังเกินพอ พึงตั้งรับให้ดี รักษากองทัพไว้ด้วยการขุดหลุมตั้งค่าย ต้องโจมตีให้ดี เคลื่อนกำลังเมื่อแน่ใจว่าเป็นฝ่ายได้เปรียบ พึงป้องกันตนเองให้ดีจนกว่าจะได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ บางคนอาจเห็นว่าจะชนะได้อย่างไร แต่ก็ยังไม่สามารถนำกำลังไปวางไว้ในที่อันเหมาะสมได้นี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถอันจำกัด บางคนสามารถดิ้นรนจนได้รับชัยชนะ และทั้งโลกต่างก็แซ่ซ้องสรรเสริญ นี่ก็แสดงให้เห็นความสามารถอันจำกัดเช่นกัน

พึงชนะอย่างง่ายดายดุจการหยิบปอยผม อย่าใช้กำลังทั้งหมด มองหาช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเคลื่อนทัพ อย่าได้มองหาหนทางที่ปราดเปรื่อง ฟังเสียงฟ้าร้องคำราม อย่าได้เงี่ยหูฟังอะไรที่บางเบาไปกว่านั้น จงเรียนรู้จากประวัติศาสตร์การรบที่ประสบความสำเร็จ ชัยชนะย่อมตกเป็นของผู้ที่ชนะอย่างง่ายดาย

สงครามที่ดี คือ สงครามที่ชนะได้อย่างชัดแจ้ง การได้มาซึ่งชื่อเสียงไม่จำเป็นต้องใช้ความหลักแหลม การได้มาซึ่งความสำเร็จไม่จำเป็นต้องใช้ความหาญกล้า จงชนะการรบโดยไม่ต้องบากบั่น จงหลีกเลี่ยงการดิ้นรนที่เหนื่อยยาก จงสู้รบเมื่ออยู่ในตำแหนงที่มีแต่ทางชนะ การป้องกันความพ่ายแพ้ย่อมนำมาซึ่งชัยชนะได้เสมอ เข้าโรมรันเมื่อแน่ใจว่าจะชนะสงคราม อยู่ในตำแหน่งที่จะไม่มีทางพ่ายแพ้ อย่าปล่อยโอกาสที่จะเอาชนะข้าศึกให้หลุดลอย “เจ้าจะชนะสงครามได้สิ่งแรกคือ ต้องทำให้มั่นใจได้ว่าจะชนะเสียก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยแสวงหาการรบ” เอาชนะด้วยสติปัญญาเสียก่อนที่จะเริ่มทำสงคราม หลังจากนั้นจงเข้าสัประยุทธ์เพื่อชัยชนะ

ทำสงครามให้เกิดผลด้วยการสะสมความรู้ด้านการทหาร และกลวิธีในการตั้งรับ จะสามารถควบคุมชัยชนะและความพ่ายแพ้ หลักการทำสงครามมี : ระยะทาง, จำนวน, การพิจารณา, การตัดสินใจ และชัยชนะ “พื้นที่กำหนดระยะทาง ระยะทางกำหนดจำนวน จำนวนกำหนดการพิจารณา การพิจารณากำหนดการตัดสินใจ และการตัดสินใจกำหนดชัยชนะ” การสร้างชัยชนะในการรบเปรียบเสมือนการชั่งเหรียญทองเทียบกับเหรียญเงิน การสร้างความพ่ายแพ้ในการรบเปรียบเสมือน การชั่งเหรียญเงินเทียบกับเหรียญทอง
การรบให้ชนะเป็นเรื่องของการใช้คน เราต้องเทคนใส่เข้าไปในสมรภูมิให้เหมือนกระแสน้ำที่ถั่งโถมเข้าท่วมท้นช่องเขา มันเป็นเรื่องของการวางกำลัง

02 ธันวาคม 2552

  • 22:12
วางแผนโจมตี

ซุนวูกล่าวว่า ทุกผู้คนล้วนต้องพึ่งพาวิชาทหาร ชาติที่สามัคคีย่อมเข้มแข็ง ชาติที่แตกแยกย่อมอ่อนแอ กองทัพที่สามัคคีย่อมเข้มแข็ง กองทัพที่แตกแยกย่อมอ่อนแอ กองพลที่สามัคคีย่อมเข้มแข็ง กองพลที่แตกแยกย่อมอ่อนแอ ไพร่พลที่สามัคคีย่อมเข้มแข็ง ไพร่ผลที่แตกแยกย่อมอ่อนแอ หน่วยที่สามัคคีย่อมเข้มแข็ง หน่วยที่แตกแยกย่อมอ่อนแอ ความสามัคคีช่วยให้มีชัยได้ในทุกการรบ แต่ก็ยังนับว่าเป็นเป้าหมายที่ต่ำค่าสำหรับผู้นำที่อ่อนด้อย “หลีกเลี่ยงการรบ แต่ทำให้ข้าศึกยอมแพ้ได้” คือเป้าหมายที่สูงค่าสำหรับผู้นำชั้นยอด

หนทางที่ดีที่สุดคือ เข้าจู่โจมระหว่างข้าศึกยังกำลังวางแผน หนทางที่รองลงมาคือ ยุยงให้พันธมิตรของข้าศึกเกิดการแตกคอ รองลงไปอีกได้แก่การโจมตีกองทัพข้าศึก แต่ที่แย่ที่สุดได้แก่ การโจมตีเมืองใหญ่ของข้าศึก การโจมตีเมืองใหญ่ เริ่มต้นได้แต่จบไม่ได้ เราอาจลงมือด้วยการเข้าโจมตีเครื่องทุ่นแรงของข้าศึก สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นเครื่องมือหรือยุทโธปกรณ์ต่างๆ แม้เวลาจะผ่านไปแล้วสามเดือนก็อาจจะยังไม่สำเร็จ เราจึงหันไปปิดล้อมพื้นที่ สามเดือนผ่านไปก็ยังไปได้ไม่ถึงไหน การบัญชาการรบไม่ประสบผล มันทำให้เราฉุนเฉียว จึงตัดสินใจบุกเข้าเมือง มันทำให้ต้องสูญเสียไพร่พลไปถึงหนึ่งในสาม แต่ก็ยังขับไล่ข้าศึกออกจากเมืองไม่ได้ การสัประยุทธ์เยี่ยงนี้ถือเป็นภัยพิบัติ

ผู้เยี่ยมยอดการยุทธ์ทำให้กองทัพข้าศึกต้องยอมแพ้ ด้วยการก่อสงครามขนาดเล็ก ขับไล่ผู้คนออกจากเมืองใหญ่ด้วยการโจมตีเพียงบางเบา ทำลายชาติศรัตรูโดยใช้เวลาไม่นาน พึงใช้การรบแบบเบ็ดเสร็จ ใช้ทุกอย่างที่มีประโยชน์ เมื่อเริ่มรบแล้วอย่าได้มีการหยุด จักได้เปรียบอย่างสมบูรณ์ จะทำได้เยี่ยงนี้ต้องวางยุทธศาสตร์การโจมตี กฏในการรบมีอยู่ว่า “หากมีกำลังมากกว่าข้าศึกสิบเท่า จงปิดล้อมพวกเขาไว้ หากมีกำลังมากกว่าข้าศึกห้าเท่า จงโจมตี หากมีกำลังมากกว่าข้าศึกสองเท่า จงแบ่งแยกข้าศึก หากมีกำลังเท่ากับข้าศึก จงมองหาสนามรบที่ได้เปรียบ หากมีกำลังน้อยกว่าข้าศึก จงตั้งรับ หากอ่อนแอกว่าข้าศึกมาก ให้เลี่ยงหลบ” กำลังขนาดเล็กพลังไม่ยิ่งใหญ่ หากแต่ว่ากำลังขนาดใหญ่ไล่ไม่ได้จับไม่ทัน
เราต้องควบคุมบังคับบัญชา ชาติจึงต้องให้การสนับสนุน การสนับสนุนการทหารช่วยให้ประเทศชาติมีอานุภาพ การไม่สนับสนุนการทหารทำให้ชาติอ่อนแอ นักการเมืองสร้างปัญหาให้นักการทหารได้สามทางเยี่ยงนี้ เมื่อกองทัพไม่พร้อมจะรุกคืบหน้า พวกเขากลับสั่งให้รุก เมื่อกองทัพไม่พร้อมจะถอย พวกเขากลับสั่งให้ถอย กระทำเยี่ยงนี้คือการเป็นอุปสรรคของกองทัพ นักการเมืองไม่รู้เรื่องการรบ แต่ก็ยังคิดว่าตัวเองสามารถบัญชาทัพได้ หากแท้จริง คือการสร้างความสับสนให้กับนักรบ นักการเมืองไม่เข้าใจสายการบังคับบัญชาของกองทัพ แต่ก็ยังต้องการให้กองทัพยอมตาม สร้างความสับสนวุ่นวายให้แม่ทัพนายกอง ทั้งกองทัพจักระส่ำและสับสน ภัยหลายแห่งหนจักมุ่งสู่ จึงอาจกล่าวได้ว่า ความไร้ระเบียบในกองทัพเป็นที่มาแห่งความปราชัย


ห้าสิ่งต้องรู้เพื่อชัยชนะ ชัยชนะได้มาจากการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรโจมตี เมื่อใดควรหลีกเลี่ยงการปะทะ ชัยชนะได้มาจากการใช้ทั้งกำลังขนาดใหญ่และขนาดเล็กอย่างเหมาะสม ชัยชนะได้มาจากการที่ทุกคนต่างก็มีเป้าหมายเป็นหนึ่งเดียว ชัยชนะได้มาจากการหาโอกาสในปัญหาให้พบ ชัยชนะได้มาจากการมีผู้นำทัพที่เชี่ยวชาญ มีอิสรภาพในการปฏิบัติ รู้ในห้าสิ่งนี้ เท่ากับรู้ทฤษฏีแห่งชัย

กล่าวกันว่า “รู้เรารู้เขา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” รู้เราแต่ไม่รู้เขา เจ้าจะชนะหนึ่งครั้งแพ้หนึ่งครั้งสลับกันไป ไม่รู้เราไม่รู้เขา รบร้อยครั้งแพ้ร้อยครั้ง
  • 21:47
การทำสงคราม

ซุนวูกล่าวว่า ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญด้านการยุทธ์ การเคลื่อนทัพต้องใช้ยานพาหนะหลายพันคัน ยานพาหนะแต่ละคันต้องบรรทุกหลายพันเที่ยว กองทัพต้องใช้อาวุธมหาศาล ใช้ภักษาหารหลายพันไร่ เป็นเหตุของการขาดแคลนทั้งภายในและภายนอก ทุกกองทัพล้วนผลาญทรัพยากรดุจผู้รุกราน ใช้กาวและสีในงานไม้ ใช้โลหะสร้างเกราะหุ้มรถรบ ผู้คนบ่นอึงถึงเศษโลหะเหลือคณา เหล่านี้ คือ อุปสรรคสำหรับการรวบรวมกำลังพลนับหมื่นแสน ใช้กองทัพเป็นเหตุให้ชัยชนะมีราคาแพง การรอนานเป็นเหตุให้กองทัพย่อหย่อนพ่ายแพ้ง่าย โจมตีเมืองหลวงเปลืองกำลัง การสัปยุทธ์ยืดเยื้อหนักหน่วงที่ผลาญทรัพยากรของชาติเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ปล่อยให้กองทัพซบเซา เราจะถูกย่ำยี ปล่อยกองทัพให้ปลกเปลี้ย เงินจะหมดไปจากท้องพระคลัง กองทัพอ่อนแอเป็นเหตุให้ศรัตรูฮึกเหิม ไม่ว่าเราจะปราดเปรื่องเพียงใดล้วนไม่สำคัญ ความสิ้นเปลืองย่อมเป็นอุปสรรคต่อการก้าวไปข้างหน้า อาจมีผู้ทำสงครามอย่างหุนหัน แต่จะไม่มีการทำสงครามอย่างช่ำชองเชี่ยวชาญที่ใช้เวลานาน จะทำศึกนาน หรือจะเลือกให้ประเทศเข้มแข็ง สองสิ่งนี้ไม่สามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน

ไม่คาดคิดถึงภัยที่จะได้จากการใช้กำลังทหาร ย่อมคาดฝันถึงประโยชน์จากการใช้กองทัพไม่ได้เฉกเช่นกัน หากต้องการได้ผลดีจากการศึก จงอย่าเกณฑ์รี้พลให้บ่อยเกิน อย่าบรรทุกเสบียงให้มากเกิน ยึดประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ใช้เสบียงของข้าศึกให้เกิดประโยชน์ ให้กองทัพของเราขนข้าวของเฉพาะที่จำเป็น

ชาติต้องเฉือนเนื้อตนส่งให้กองทหารที่อยู่ไกล การขนส่งทางไกลใช้จ่ายสูง ทำให้ครอบครัวมากมายต้องเดือดร้อน กองทหารทำให้ข้าวของแพง ราคาแพงบั่นทอนความมั่งมี หากความมั่งมีถูกบั่นทอน กองทหารก็ยิ่งขาดแคลน กองทหารใช้ทรัพยากรของทั้งชาติ สงครามทำให้ครอบครัวในชาติไม่มีอะไรเหลือ สงครามทำให้ครอบครัวมากหลายต้องเดือดร้อน อย่างน้อยสามในสิบครอบครัวต้องเป็นเช่นนี้ สงครามทำให้ท้องพระคลังว่างเปล่า กองทหารขาดแคลน ทำให้จำนวนม้าขาดหาย เกราะ หมวกและธนูจะถูกทิ้ง ดาบและโล่จะสูญหาย เกวียนจะไร้วัวเทียม สงครามผลาญได้ถึงหกในสิบของทุกอย่างในชาติ
เพราะเหตุนี้แม่ทัพผู้สามารถจึงต้องใช้เสบียงของข้าศึก อาหารข้าศึกหนึ่งถ้วย มีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถ้วย ข้าวข้าศึกหนึ่งถัง มีค่าเท่ากับของเรายี่สิบถัง ฆ่าข้าศึก แล้วพวกเขาจะเดือดดาล ยึดทรัพย์สิน ข้าศึกจะขาดกำลัง จงแย่งชิงเกวียนบรรทุกเสบียงของข้าศึก ใช้กำลังที่เหนือกว่าเข้ายึดเสบียงของข้าศึก ให้รางวัลกับคนแรกที่ทำได้สำเร็จ แล้วเปลี่ยนป้ายชื่อและธงเป็นของเรา นำเข้าไปรวมกับกองเกวียนของเราเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในการส่งกำลังบำรุง ทหารแข็งแรงกองทัพเข้มแข็ง นี่คือการทำฝ่ายตนเองให้เข้มแข็งเพื่อสยบฝ่ายตรงข้าม

จงคว้าชัยมาโดยยอมให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการรบที่ยาวนานและสิ้นเปลือง ความเชี่ยวชาญการศึกคือหัวใจ มันตัดสินอนาคตของรัฐ มันตัดสินว่าชาวบ้านจะอยู่ได้อย่างเป็นสุขหรือทุกข์ยาก
A call-to-action text Contact us