:::: MENU ::::

MYM

เรารักการแบ่งปัน

  • OfRKTf.md.png

    Sharing content

  • OfRwyb.md.png

    Sharing content

  • OfRZja.md.png

    Sharing content

09 พฤษภาคม 2558

  • 16:21
นี่เลยอาหาร 9 อย่าง ที่ช่วยแก้อาการเมาค้างได้
เวลาเมาร่างกายเราเราสูญเสียสารเคมี วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างการออกไป เวลาเราปัสสาวะบ่อยๆ ดังนั้นต้องฟื้นฟูร่างกายหลังจากชนแก้วมาอย่างหนัก นี่คือวิธีการกินอาหารจากธรรมชาติที่ช่วยแก้อาการเมาค้าง

03 พฤษภาคม 2558

  • 13:34
คุณรู้จักผู้ชายคนนี้มั้ย...ลองดูว่าเขาคิดเขาพูดอะไร...มุมมองของเขาน่าสนใจ...ชายผู้เดินตามรอยเท้าพ่อ ชายผู้เปลี่ยนวิถีชีวิตคนนับแสน ชายผู้ทำสิ่งที่ผู้อื่นมองว่าบ้า




อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร;ดู:คนไทยต้องลุกฮือ ต้องเปลี่ยน



อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร; ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถทำได้ทุกระดับชั้นจริงหรือ


14 มีนาคม 2558

  • 22:04
ทำอย่างไรดี... เมื่อตั้งท้องแล้วตกขาว
ตั้งท้องแล้วตกขาว

รศ.นพ.ดิฐกานต์ บริบูรณ์หิรัญสาร
ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

หญิงตั้งท้องหลายคนอาจกังวลเมื่อเกิดอาการตกขาวขึ้น และจะมีผลต่อเนื่องไปถึงลูกในท้องหรือไม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการอักเสบติดเชื้อ  เรามาดูกันครับ
แบบนี้ตกขาวปกติ

จริง ๆ  แล้ว การมีตกขาวนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของผู้หญิงทุกคน เนื่องจากในบริเวณช่องคลอดและปากมดลูกนั้น จะมีการสร้างสารคัดหลั่งเพื่อหล่อเลี้ยงและหล่อลื่นช่องคลอดอยู่ตลอดเวลา สารคัดหลั่งเหล่านี้แหละที่คุณผู้หญิงทุกคนมีและถือว่าเป็นตกขาวที่ปกติ   ลักษณะของตกขาวปกติ จะเป็นมูกใสหรือขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก  ปริมาณไม่มากนัก อาจมีทุกวัน วันละเล็กน้อย  เรื่องของลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้นขึ้นกับอิทธิพลของฮอร์โมนในร่างกายด้วย

ในช่วงที่ยังไม่ตั้งท้อง คุณแม่อาจเคยสังเกตว่าลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบประจำเดือน โดยเฉพาะในช่วงกลางรอบประจำเดือน หรือช่วงไข่ตกนั้น ตกขาวจะเป็นมูกใส เหนียว ยืดได้ดี และมีปริมาณมากขึ้นกว่าในช่วงอื่น ๆ  ซึ่งเป็นผลจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง ช่วงที่ตั้งท้องก็เช่นเดียวกันครับ  ฮอร์โมนจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิงจะสูงขึ้นกว่าปกติ ซึ่งแน่นอนว่ามีผลต่อลักษณะและปริมาณของตกขาวปกติด้วย  คงจะพอเดาได้นะครับว่าช่วงที่ตั้งท้องนั้นจะมีตกขาวออกมาปริมาณมากกว่าปกติ แต่ก็ถือว่าเป็นปกติครับ ฟังดูแล้วอาจสับสนบ้างเล็กน้อยนะครับ "มากกว่าปกติ" แต่ "ปกติ" แต่ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ  คือจะมีตกขาวที่เป็นปกติออกมามากกว่าเดิมครับ

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงตั้งท้องนี่แหละครับที่ทำให้คุณแม่หลายคนเกิดความกังวลใจ คิดว่าเกิดความผิดปกติขึ้นกับตัวเอง และบางรายอาจกังวลไปถึงว่าจะมีผลต่อลูกในท้องอีกด้วย คุณแม่บางคนจะบ่นให้คุณหมอฟังเกือบทุกครั้งที่มาฝากท้อง แต่พอตรวจแล้วก็ปกติทุกที แต่ก็ยังอดกังวลไม่ได้อยู่ดี "ปกติ" ก็คือปกติแหละครับ ไม่มีอะไรผิดปกติทั้งสิ้น  ไม่ว่ากับตัวคุณแม่เองหรือลูกในท้อง รู้อย่างนี้แล้วคงจะสบายใจขึ้นมาบ้างนะครับ

แต่ใช่ว่าจะไม่ต้องสนใจตัวเองโดยเฉพาะเรื่องตกขาวระหว่างตั้งท้องเลยนะครับ ที่ควรจะต้องคอยดูแลตนเอง ก็คือ คอยสังเกตว่าตกขาวที่ออกมานั้นมีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไร

07 กุมภาพันธ์ 2558

  • 11:15
ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ

การนอนหลับเป็นสาขาวิชาหนึ่งที่ได้รับความสนใจ และพูดถึงมาตั้งแต่ยุคสมัยของปรัชญากรีกตอนต้นที่ยังรุ่งเรืองอยู่ ถึงแม้จะมีความเป็นมาที่ยาวนาน แต่ก็เพิ่งจะมีการหันมาให้ความสนใจและเริ่มศึกษากันอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมมากขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง

เนื่องมาจากการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เทคโนโลยีการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าของสมอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าไปศึกษาทำความเข้าใจการทำงานของสมองได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการศึกษาการทำงานของสมองในขณะที่เรานอนหลับ ทำให้ปัจจุบันเราเข้าใจกลไกของการนอนหลับได้มากกว่าเมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะมีความก้าวหน้า และมีข้อมูลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการนอนหลับอยู่อย่างมากมาย เราสามารถศึกษาการเชื่อมโยงของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการนอนหลับ แต่ก็ใช่ว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์จะสามารถให้เหตุผลได้อย่างเห็นพ้องต้องกันทุกคนว่า ทำไมเราจึงต้องนอนหลับ

มีทฤษฎีที่แตกต่างกันที่พยายามนำเสนอเพื่ออธิบายความจำเป็นของการนอนหลับรวมไปถึงความต้องการในการนอนหลับ และกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในขณะที่เรานอนหลับอยู่มีอยู่ 3 ทฤษฎีหลักๆ ที่ได้รับการยอมรับ ที่อยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เรามองเห็นภาพกว้าง ของการนอนหลับได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
Repair and Restoration Theory of Sleep
ทฤษฎีที่ 1 
ทฤษฎีที่ว่าด้วย การซ่อมแซมและการฟื้นฟู (Repair and Restoration Theory of Sleep)
ทฤษฎีนี้กล่าวว่า การนอนหลับเป็นความจำเป็นของร่างกายเพื่อช่วยในการฟื้นฟูกระบวนการทำงานต่างๆ ของร่างกายให้เป็นไปอย่างปรกติ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ

ทฤษฎีนี้ยังระบุว่า การนอนหลับแบบนิ่งเฉย (N-REM) มีความสำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูสภาพการทำงานของร่างกาย ในขณะที่การนอนหลับแบบตื่นตัว (REM) มีความสำคัญมากสำหรับการฟื้นฟูสภาพการทำงานของ จิตใจ

สำหรับข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยค้นคว้าเพื่อสนับสนุนทฤษฎีนี้ แสดงให้เห็นว่าช่วงระยะเวลาของการหลับแบบ REM จะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนน้อยลง เนื่องจากร่างกายยังคงมีกิจกรรมบางอย่างเกิดขึ้น ในขณะที่ยังหลับที่เราเรียกกันว่า “ความฝัน”

สำหรับภาพรวมระหว่างการนอนหลับนั้น สิ่งที่ร่างกายทำก็คือ จะเป็นช่วงเวลาที่มีการเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ และเกิดกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน (Protein Synthesis) ซึ่งมันจะช่วยให้ร่างกายได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพ จากการที่ต้องทำงานมาตลอดวัน

20 มกราคม 2558

  • 22:40
เรามีความต้องการในการนอนวันละกี่ชั่วโมง

ไม่ได้มีการเฉพาะเจาะจงลงไปว่าคนเราต้องการเวลาในการนอนเท่าไร เนื่องจากว่าเป็นเรื่องขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ผลจากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ บ่งบอกให้เราทราบว่า คนเราต้องการเวลาในการนอนอยู่ในช่วงระหว่าง 5-17 ชั่วโมง เป็นการรวบรวมมาจากทุกเพศทุกวัย แต่ถ้าจะให้เฉลี่ยออกมาแล้ว ก็จะอยู่ที่ประมาณ 7.75 ชั่วโมง ตามที่เรามักจะได้รับคำแนะนำว่า คนเราควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง...นี่เป็นตัวเลขที่เรารับรู้กันมาตลอด

ระยะเวลาการนอนที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด?
จำเป็นมั้ย ที่เราจะต้องนอนให้ได้เพียงพอวันละ 8 ชั่วโมง จะมากจะน้อยกว่านี้ได้มั้ย? 

จากการศึกษาวิจัยของ Jim Horne ที่ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนอนหลับในศูนย์วิจัยการนอนหลับที่ Loughborough University เขาได้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “จำนวนชั่วโมงของการนอนที่พวกเราต้องการ คือจะต้องไม่ทำให้เรารู้สึกง่วงเหงาหาวนอนในเวลากลางวัน”
นอกจากมนุษย์ที่มีความต้องการในการนอนที่แตกต่างกันออกไปแล้ว สัตว์แต่ละชนิดก็มีความต้องการในการนอนที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน

วัยต่างๆ ของมนุษย์
ความต้องการในการนอนหลับ
แรกเกิด – 2 เดือน
12 – 18 ชั่วโมง
3 – 11 เดือน
14 – 15 ชั่วโมง
1 – 3 ปี
12 – 14 ชั่วโมง
3 – 5 ปี
11 – 13 ชั่วโมง
5 – 10 ปี
10 – 11 ชั่วโมง
10 – 17 ปี
8.5 – 9.25 ชั่วโมง
ผู้ใหญ่
7 – 9 ชั่วโมง

ข้อมูลจาก National Sleep Foundation USA

สายพันธุ์ต่างๆ ของสัตว์
ความต้องการในการนอนหลับ
งูเหลือม
18 ชั่วโมง
เสือ
15.8 ชั่วโมง
แมว
12.1 ชั่วโมง
ลิงชิมแปนซี
9.7 ชั่วโมง
แกะ
3.8 ชั่วโมง
ช้างแอฟริกา
3.3 ชั่วโมง
ยีราฟ
1.9 ชั่วโมง

ข้อมูลจาก Jim Horn: Loughborough University’s Sleep Research

04 มกราคม 2558

  • 12:20
การนอน ทำไมเราถึงต้องนอน?
ทำไมเราถึงต้องนอน

“เราใช้เวลา 1/3 ของชีวิตไปกับการนอน”
“นโปเลียน, ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล และมาร์กาเรต เทตเชอร์ นอนคืนละ 4 ชั่วโมง”
“โธมัส อัลวา เอดิสัน บอกว่า การนอนทำให้สิ้นเปลืองเวลาโดยเปล่าประโยชน์”


แล้วทำไมเราต้องนอน?นี่เป็นคำถามที่เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังคงงุ่มง่ามในการหาคำตอบ และยังไม่สามารถไขความกระจ่างให้ได้นับเป็นศตวรรษแล้ว

บ้างก็เชื่อว่าการนอนจะทำให้ร่างการของเราได้มีโอกาสที่ดีในการฟื้นคืนสภาพ จากกิจกรรมต่างๆที่ต้องทำมาตลอดทั้งวัน แต่ในความเป็นจริงแล้วพลังงานที่เราได้ฟื้นคืนมาจากการนอนหลับพักผ่อน ถ้าคำนวณออกมาแล้วก็จะมีค่าประมาณ 50 กิโลแคลอรี่เท่านั้นเอง ซึ่งเทียบเท่ากับพลังงานที่เราได้จากการกินขนมปังเพียงหนึ่งแผ่นเท่านั้นเอง...ไม่น่าเชื่อใช่มั้ย

บ้างก็เชื่อว่าการนอนของคนเราในเวลากลางคืน ก็เพื่อให้จิตใต้สำนึกได้ทำการเรียบเรียงจัดลำดับความนึกคิดต่างๆที่เราได้รับเข้ามาตลอดทั้งวันที่ผ่านมา เพื่อที่จะได้จัดวางความคิดบางเรื่องให้อยู่ในความทรงจำได้นานๆ

บางความเชื่อก็ว่า เรานอนหลับเพราะว่าเป็นความจำเป็นของร่างกายที่จะต้องทำการซ่อมบำรุงระดับของทักษะในการจดจำเรียนรู้ เช่น การพูด การจำ การคิดอะไรใหม่ๆ และเพื่อให้เกิดการยืดหยุ่นทางความคิด เพื่อการปรับตัวให้เหมาะสมในการดำรงชีวิต หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ...การนอนมีบทบาทสำคัญต่อการรักษา พัฒนา และคงไว้ซึ่งความสามารถของสมองนั่นเอง...การนอนมีประโยชน์แน่นอน ถ้านอนอย่างพอดี
ในการนอนหลับของคนเรานั้น อวัยวะที่ทำหน้าที่แสดงบทบาทสำคัญเป็นพระเอกก็คือสมอง หาใช่ตา หรืออวัยวะส่วนอื่นของเรา เพราะแม้ว่าคนเราจะหลับ แต่สมองของเราก็คงยังทำงานอยู่ตลอดนั่นเอง

ก่อนตอบคำถามว่า ทำไมเราต้องนอน?
เราต้องทำความเข้าใจการทำงานของสมองกันหน่อย

สำหรับสมองของเรา ว่ากันโดยย่อ...สมองของคนเราประกอบด้วยเซลล์ประสาทอยู่มากมายนับล้านๆ เซลล์ แต่มีเซลประสาทอยู่ชนิดหนึ่งเรียกว่า นิวรอน Neuron อยู่จำนวนมากมาย นับเป็นพันล้านเซลล์  ที่สำคัญเซลล์เหล่านี้จะมีการเชื่อมโยงติดต่อถึงกันเหมือนถนนที่มีการเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย เพื่อการคมนาคมขนส่งและเชื่อมโยงไปตามส่วนต่างๆได้อย่างทั่วถึง โดยนิวรอนจะทำหน้าที่เป็นช่องทางการขนส่งอนุภาคทางไฟฟ้า ผ่านเยื่อเซลล์ เช่น เมื่อเซลล์ประสาทส่วนหนึ่งได้รับการกระตุ้น จากสารเคมีที่ร่างกายผลิตออกมา นิวรอน จะปล่อยอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าให้เดินทางไปตามใยประสาท Nerve Fiber ที่เชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท ไปกระตุ้นเซลล์ประสาทถัดไปให้ปล่อยประจุไฟฟ้าต่อไปเป็นทอดๆ

27 ธันวาคม 2557

  • 13:39
ถ้าเราได้ยินใครถามคำถามนี้ขึ้นมา อาจจะถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ แต่เราควรจะลองมองดูความเป็นไปได้และทำความเข้าใจเรื่องนี้กันก่อน จะว่าไปแล้วมันก็เป็นคำถามที่ท้าทายที่จะทำให้เราสามารถเข้าใจบทบาทสำคัญของการนอนกับการที่เราต้องยอมเสียเวลาให้มันถึง 1/3 ของเวลาทั้งชีวิต

การนอน เราไม่นอนได้ไหม

ตัวเราเองเมื่อเราอดนอน หรือที่เรียกว่านอนไม่พอ ก็คือ...ความสามารถในการทำงานของสมองจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ถ้าเราลองอดนอนซักคืน แล้วสังเกตดูว่ามีอาการแบบนี้ไหม...หงุดหงิด อารมณ์เสียได้ง่าย มึนงง และหลงลืมง่าย

แค่อดนอนเพียงคืนเดียว เราก็จะเริ่มสูญเสียความสามารถของสมองในการจดจำและไม่สามารถทำงานอย่างต่อเนื่องนานๆได้นอกจากนี้แล้วผลจากการอดนอนหรือนอนไม่เพียงพอจะส่งผลกระทบค่อนข้างรุนแรงต่อหน้าที่ของสมอง บางครั้งอาจอยู่ในสภาพเหมือนปิดทำการ  “Shut Down” เช่น ในส่วนที่ควบคุมเรื่อง ภาษา ความทรงจำ ความสามารถด้านการวางแผนและความสามารถในเรื่องการรับรู้เวลา

ที่จริงแล้วคนเราถ้าอดนอนหรือตื่นต่อเนื่องกันเป็นเวลา 17 ชั่วโมง ความสามารถจะลดลงไปเท่ากับหรืออยู่ในระดับเดียวกับผู้ที่มีแอลกอฮอล์อยู่ในเลือดประมาณ 0.05% หรือเท่ากับผู้ที่ดื่มไวน์เข้าไปสองแก้ว

ผลการวิจัยที่ระบุว่า ปกติถ้าคนเราอดนอนหรือนอนไม่เพียงพอ สิ่งที่จะพบเห็นได้บ่อยๆ คือ ความสามารถในการตัดสินใจและความสามารถในการเปลี่ยนตำแหน่งจะลดลงอย่างมาก...อันนี้น่าจะมีผลต่อการขับรถมากๆ

จากสถิติมนุษย์สามารถอดนอนโดยไม่ใช้ยาช่วยได้นานประมาณ 453 ชั่วโมง 40 นาที หรือประมาณ 19 วัน สำหรับในสัตว์นั้นได้มีการทำการทดลองกับหนู พบว่าหนูสามารถอดนอนได้นานที่สุด 28 วัน (Dale Purves, et al, Neuroscience Third Edition)...คราวนี้ถ้าเราไม่สามารถจะอดนอนได้ แล้วทั้งคนและสัตว์ต้องการระยะเวลาในการนอนที่เหมาะสมแค่ไหนกันล่ะ...น่าคิด
อ่านต่อ ตอนที่3 เรื่อง  ทำไมเราถึงต้องนอน

14 ธันวาคม 2557

  • 14:34
การนอนคืออะไร?
การนอนถือว่าเป็นส่วนสำคัญต่อการมีสุขภาพร่างกายที่ดี และเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิต

การนอน การนอนคืออะไร?
เราใช้เวลาไปกับการนอนหลับ ประมาณ 1/3 ของเวลาทั้งหมดในชีวิตที่เรามีอยู่ ถ้าเรามีอายุ 90 ปี เราจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการนอนถึง 30 ปี แต่ถ้าตอนนี้เรามีอายุ 30 ปี แสดงว่าที่ผ่านมาเราใช้เวลาไปแล้วกับการนอนประมาณ 10 ปี...ไม่น่าเชื่อ

ตั้งแต่ยุคสมัยโบราณมนุษย์เราไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของการนอนมากเท่าใดนัก เราเพิ่งจะมาเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจกันอย่างจริงจังเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง
เราแทบจะไม่มีความเข้าใจเลยว่า แท้จริงแล้วบทบาทสำคัญของการนอนนั้นมีผลต่อการมีสุขภาพที่ดีของเราอย่างไร

สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวของเราเองก็คือ การนอนหลับช่วยให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนหลังจากทำงานหนักมาตลอดวัน สิ่งที่จะสนับสนุนเรื่องนี้ได้ก็คือ มีการบันทึกไว้ว่า “ยังไม่เคยมีมนุษย์คนไหนที่สามารถอดนอนได้นานเกินกว่า 7 วัน”

คนเราใช้เวลาไปในการนอนเพื่อเป็นการพักผ่อนประมาณ 3,000 ชั่วโมง เป็นการยืนยันได้อย่างดีว่าเวลา 1/3 ของชีวิตเราได้ถูกใช้ไปกับการนอน นอน แล้วก็ นอน

อ่านต่อ ตอนที่2 เรื่อง ทำไมเราถึงต้องนอน

08 พฤศจิกายน 2557

  • 21:46
คติธรรม คำสอน ของจีนโบราณ
1. ทั่วปฐพีล้วนมีขุมทรัพย์ เพียงแต่รอผู้มีวาสนามาค้นหา
2. ปลูกต้นไม้บำรุงราก ปลูกฝังคุณธรรมต้องบำรุงจิตใจ
3. การเป็นคนต้องพยายามทำให้ดีที่สุด นอกจากนี้แล้วแต่ฟ้าลิขิต
4. คุณธรรมความดีไม่ได้อยู่ที่ลิ้น แต่เก็บไว้ในใจ
5. คนมีคุณธรรมย่อมรุ่งเรือง คนถืออำนาจย่อมหายนะ

6. ใคร่ครวญต้องช้าๆ ลงมือทำต้องรวดเร็ว
7. ต้องเคารพนับถือตนเอง มิฉนั้นแล้วจะไม่มีผู้อื่นเคารพท่าน
8. เหนือภูเขายังมีภูเขา เหนือคนยังมีคน (เหนือฟ้ายังมีฟ้า)
9. คนมักตายเพราะทรัพย์เป็นเหตุ นกมักตายก็เพราะเหยื่อ
10. คนสูงศักดิ์สอนด้วยวาจา คนต่ำศักดิ์ใช้แส้สั่งสอน

11. บุตรที่ดีย่อมมาจากบิดามารดาประพฤติสั่งสอนดี
12. คนที่มีปัญญาเห็นแก่ตัว สู้คนโง่ทำเพื่อส่วนรวมไม่ได้
13. ควรยอมผิดใจกับสุภาพชน แต่อย่าผิดใจกับคนพาล
14. คนดีมักถูกรังแก ม้าดีจึงมักถูกควบขี่
15. การวางเฉยเป็นมารยาทที่ดี แต่มากนักมักเป็นคนลับลมคมใน

16. การไม่สามารถแยกดี-ชั่ว เป็นบุคคลน่าห่วงใยที่สุด
17. จงเคารพนบน้อมผู้อื่น แล้วผู้อื่นก็จะเคารพนบน้อมท่าน
18. โชควาสนาติดตามคนกล้า เคราะห์กรรมตามหลังคนขลาด
19. คบคนดีควรผ่อนปรน คบคนชั่วควรระวังกวดขัน
20. ผู้ให้ไม่หวังผล ผู้รับไม่ควรลืม

21. ผู้กระทำการใหญ่ ย่อมไม่ถือสาคำตำหนิเล็กๆ น้อยๆ
22. ระวังการใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ รูรั่วเล็กๆ อาจจมเรือใหญ่โตได้
23. โรคภัยเข้าทางปาก ภัยวิบัติก็ออกจากปาก
24. เทพเจ้าแห่งโชคลาภย่อมรักคนกล้าหาญ
25. ความขี้เกียจคือสุสานฝังคนทั้งเป็น

26. อาศัยโชคชะตาหรือจะสู้ความสามารถตนเองได้
27. รู้จักคนรู้จักหน้า แต่หารู้จิตใจไม่
28. ระยะทางพิสูจน์กำลังม้า กาลเวลาพิสูจน์จิตใจคน
29. อย่ารังแกคนยากจน อย่าหยิ่งยะโสในความมั่งมี
30. อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว การเห็นแกตนย่อมประสบภัยอันตราย

18 ตุลาคม 2557

  • 14:12
การป้องกัน  autism...น่าสนใจเกี่ยวกับสถิติชองเด็กในวัยเรียนที่เป็น autism เพราะว่าในจำนวนเด็ก 150 คน พบว่ามี 1 คนที่เป็น  autism สถิตินี้เป็นของปี 2000 คาดว่าปัจจุบันน่าจะสูงกว่านี้ ในสองทศวรรษที่ผ่านมาเรามุ่งความสนใจไปที่การให้การดูแล และให้การศึกษากับเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก ในทางควบคู่กันเราให้ความสนใจเกี่ยวกับการหาทางป้องกันน้อยมาก

สังคมเราควรหันมาให้ความสนใจในการหาทางป้องกันและทำให้หมดไป ดังนั้นเราจะต้องมองให้เห็นและเข้าใจภาพรวมของ autism ข้อมูลจากการศึกษาจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่มีบทบาทสำคัญส่งผลต่อการเกิด autism ก็คือ ระบบภูมิคุ้มกัน

นี่คือสิ่งที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ autism ก็คือการสัมผัสและเกิดสะสมของสารพิษ Toxin ในร่างกาย ที่มาจาก
  • มลภาวะ ; อาศัยอยู่ใกล้กับที่ตั้งมลพิษ มลพิษทางอากาศที่เป็นอันตราย และที่อยู่ใกล้ทางด่วน
  • สารกำจัดศัตรูพืช ; อาศัยอยู่ใกล้กับสถานที่ที่มีการใช้งานสารกำจัดศัตรูพืชทางการเกษตรและก่อนคลอดมีการสัมผัสกับสารกำจัดศัตรูพืชประเภท organophosphate
  • Phthalates. ก่อนคลอดมีการสัมผัสกับสาร phthalates (Phthalates เป็นสารเคมีที่ใช้เพิ่มความอ่อน (Softener) ในของเล่นเด็กเล็กที่ทำด้วย PVC เช่น ห่วงยางกัดสำหรับเด็กอ่อน (Teething Ring), Dummies, Rattles ฯลฯ โดยสารอาหารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้)
  • โลหะหนัก ; สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนสารที่มีพิษต่อระบบประสาทรวมทั้งสารปรอท, อลูมิเนียมตะกั่วและแคดเมียม
  • สารตกค้างที่มีอยู่ใน อินทรีย์สาร ; ก่อนคลอดมีการสัมผัสกับของสาร PCBs และท DDE (เมตาโบไล ดีดีที)ในระดับที่สูง
  • อาชีพของมารดา มารดาประกอบอาชีพที่มีการสัมผัสกับไอเสียจากการเผาไหม้ และจากสารตัวทำละลาย

พยายามป้องกันหลีกเลี่ยงนะครับ

11 ตุลาคม 2557

  • 13:26
เจอร์รี่ เป็นผู้จัดการร้านอาหาร  ผู้มีอารมณ์เบิกบานเสมอ หากมีใครถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เขาจะตอบเสมอว่า คงจะดีกว่านี้ ถ้าผมมีคู่แฝด

พนักงานในร้านมักจะลาออกตาม หากเจอร์รี่เปลี่ยนงาน เพื่อติดตามเขาไปทุกๆ ร้าน
ทำไมหรือ ก็เพราะเจอร์รี่คือผู้สร้างขวัญและกำลังใจที่เป็นธรรมชาติมาก

วันใดที่พนักงานมีเรื่องเลวร้าย เขาจะไปหาทันที และบอกเล่าสิ่งที่อยู่ด้านบวกของเรื่องนั้นให้ฟัง
คนแบบนี้ที่ทำให้ผมสนใจอยากรู้จัก ดังนั้น วันหนึ่ง ผมจึงไปหาเจอร์รี่และถามเขา

ผมไม่เข้าใจเลย ไม่มีใครที่มองทุกสิ่งเป็นบวก มองโลกด้านดีตลอดเวลาเช่นคุณ คุณทำได้อย่างไร

เจอร์รี่ตอบ…“ทุกเช้าที่ตื่นนอน ผมจะพูดกับตัวเองว่าเรามี 2 ทางเลือก คือเลือกมีอารมณ์ดี หรือ ไม่ดี
…“ผมจะเลือกมีอารมณ์ดีเสมอ …“แต่ละครั้งที่มีเรื่องเลวร้าย เราเลือกได้ว่าจะตกเป็นเหยื่อหรือจะเรียนรู้จากมันผมจะเลือกเรียนรู้เสมอ

แต่มันไม่ง่ายเสมอไปนะ ผมแย้งขึ้น

ถูกต้อง เจอร์รี่บอกชีวิตเต็มไปด้วยทางเลือกเราจะเลือกวิธีปฏิบัติกับเรื่องนั้น เราจะเลือกวิธีที่ผู้คนจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของเรา เราเลือกที่จะมีอารมณ์ดีหรือไม่ดี เราจะเลือกวิธีใช้ชีวิตของเราเอง

หลายปีต่อมา
ได้รับข่าวมาว่า เจอร์รี่ได้ทำสิ่งผิดพลาดที่ไม่นึกฝันขึ้น
เขาลืมและเปิดประตูหลังร้านทิ้งไว้ จากนั้นตอนเช้า มีโจรพกอาวุธ 3 คนเข้าร้านมาปล้น
ขณะที่เจอร์รี่กำลังพยายามไขตู้เซฟอยู่ มือที่สั่นเทาด้วยความกลัว จนกุญแจหมุนรหัสลื่นหลุดไป โจรเองก็ตกใจจึงลั่นกระสุนใส่เจอร์รี่ โชคยังดีที่เขาถูกนำส่งโรงพยาบาลทันเวลา หลังจากเข้าผ่าตัด 18 ชั่วโมง พักฟื้นใน ICU หลายสัปดาห์ เจอร์รี่ออกจากโรงพยาบาล โดยมีกระสุนฝังในอยู่

ผมได้พบเจอร์รี่ 6 เดือนหลังเกิดเหตุ เมื่อผมถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขายังคงตอบว่า คงจะดีกว่านี้ ถ้าผมมีคู่แฝด
อยากดูแผลมั้ยผมปฏิเสธที่จะดูแผล แต่ถามสิ่งที่เขาคิดในใจตอนโจรเข้าร้าน เขาตอบว่า  สิ่งแรกที่คิดคือ ผมน่าจะปิดประตูหลังร้าน

จากนั้น พอถูกยิงและล้มลง คิดได้ว่ามี 2 ทางเลือกคือ อยู่หรือตาย และผมเลือกจะอยู่
แล้วไม่กลัวเลยหรือ ผมถาม
เจอร์รี่กล่าวต่อว่า เวรเปลเยี่ยมมาก เขาให้กำลังใจผมตลอดทางว่าไม่เป็นไร
แต่เมื่อไปถึงห้องฉุกเฉิน และได้เห็นสีหน้าของหมอและพยาบาล
ผมรู้สึกกลัวมากจริงๆ ภายในตาของพวกเขา ผมอ่านได้ว่า เขาต้องไม่รอดแน่นอน
ผมรู้ว่าผมคงต้องทำบางอย่าง
คุณทำอย่างไร ผมถาม
เจอร์รี่บอก มีพยาบาลคนหนึ่งตะโกนถามผมว่า ผมเป็นภูมิแพ้ยาอะไรบ้างหรือเปล่า
เป็น เจอร์รี่ตอบชัด
เหล่าหมอและพยาบาลหยุดทำงานเพื่อรอคำตอบจากผม
ผมสูดหายใจลึก และร้องลั่นว่า
แพ้กระสุน

ท่ามกลางเสียงหัวเราะ
ผมบอกว่า ผมเลือกจะมีชีวิตอยู่ ช่วยผ่าตัดผมที เพราะผมยังมีชีวิต ผมยังไม่ตาย
เจอร์รี่รอดได้ด้วยฝีมือหมอบวกกับทัศนคติที่สุดยอดของเขา
ผมได้เรียนรู้จากเจอร์รี่ ทุกๆ วัน เรามีทางเลือกที่จะสนุกสนานหรือชิงชังกับชีวิต
แต่จะมีสิ่งหนึ่งที่เป็นของเราเสมอ ไม่มีใครควบคุมหรือเอาของเราไปได้
นั่นก็คือ ทั ศ น ค ติ ของเรา
ถ้าเราควบคุมมันได้ สิ่งอื่นที่เหลือก็ไม่มีอะไรยากอีก

ตอนนี้ คุณมี 2 ทางเลือก ลืมเรื่องราวของเจอร์รี่ที่คุณอ่าน หรือ ส่งต่อให้คนที่เราห่วงใย

22 กุมภาพันธ์ 2557

  • 17:00
คิม จ็อง-อึน
คิม จ็อง-อึน (เกาหลี: 김정은, ฮันจา: 金正恩, MC: Kim Chŏng'ŭn, MR: Gim Jeong-eun) (เกิด 8 มกราคม ค.ศ. 1983 หรือ 1984)  ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน ได้รับประกาศเป็นผู้นำสูงสุดอย่างเป็นทางการหลังรัฐพิธีศพบิดา คิม จ็อง-อิล เขาเป็นบุตรคนสุดท้องจากทั้งหมดสามคนของคิม จ็อง-อิล กับคู่สมรส โค ยองฮึย นับแต่ปลาย ค.ศ. 2010 คิม จ็อง-อึนถูกมองว่าเป็นทายาทผู้นำเกาหลีเหนือ และหลังบิดาถึงแก่อสัญกรรม เขาได้รับประกาศเป็น "ผู้สืบทอดที่ยิ่งใหญ่" ผ่านโทรทัศน์ทางการเกาหลีเหนือ
ในพิธีรำลึกถึงคิม จ็อง-อิล คิม ยองนัม ประกาศว่า สหายคิม จ็อง-อึนที่เคารพเป็นผู้นำสูงสุดของพรรคเรา ทหารและประเทศ ผู้สืบทอดอุดมการณ์ ความเป็นผู้นำ บุคลิก คุณธรรม ความทรหดและความกล้าของสหายคิม จ็อง-อิลผู้ยิ่งใหญ่

14 กุมภาพันธ์ 2557

  • 12:31
สังเกตสีหน้าบริเวณใบหน้า
เคล็ดลับการสำรวจความคิดอีกฝ่าย
1 ในการทดสอบว่าอีกฝ่ายโกหกหรือไม่นั้น ลอง
พยายามให้อีกฝ่ายเล่าเหตุการณ์ดังกล่าวซ้ำๆ
มากกว่าหนึ่งครั้งในลำดับที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้
เพราะเรามักฝึกซ้อมโกหกโดยการจัดลำดับ
เหตุการณ์ต่างๆเป็นลำดับเวลา ดังนั้นจึงเป็นการ
ยากขึ้นในการโกหกหากต้องเล่าเรื่องโกหกซ้ำๆหรือ
มีคนคอยถามเรื่องๆต่างๆขัดอยู่ตลอดเวลา
2 หมั่นสังเกตสีหน้าบริเวณส่วนบนของใบหน้า ทั้งนี้
เพราะอารมณ์ของเรามักแสดงออกมาชัดเจนและ
ง่ายที่สุดผ่านดวงตา
3 คนที่ใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งในการสนทนากับคน
แปลกหน้า (เช่น ผม หรื ดิฉัน) มักสามารถเข้าใจ
ความคิดอีกฝ่ายได้ง่ายกว่า

12 กุมภาพันธ์ 2557

  • 20:15
Vincent van Gogh วินเซ้นต์ แวน โก๊ะ 
ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์
เกิดที่ เมืองบราบัง ตำบลซันเดิร์ต (Zundert) ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี 1853 วันที่ 30 มีนาคม มีพ่อเป็นนักบวช ในศาสนาคริสต์ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ดูเงอะงะ ไม่คล่องแคล่วเหมือนคนมีปมด้อย ค่อนข้างใจน้อย จึงชอบอยู่คนเดียว และมีอารมณ์ที่อ่อนไหวง่าย อ่อนโยน มีความเมตตาต่อคนทุกข์ยาก ทำให้ทุกคนมองเขาว่าเป็นคนเจ้าอารมณ์ น่ารำคาญ 

เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาได้เข้าทำงานที่ ห้องภาพแห่งหนึ่งที่กรุงเฮก กับญาติที่ทำงานด้านศิลปะ และเมื่อเขามีอายุได้ 18 ปี เขาก็ถูกส่งตัวไปยังห้องภาพที่ สาขาปารีส ด้วยความที่เขาเป็นคนซื่อ และความเบื่อหน่ายที่ทางห้องภาพเอารูปเลวๆ มาหลอกขายกับคนที่ไม่รู้จักศิลปะ เขาถึงกับบอกให้ลูกค้าไม่ให้ซื้อภาพนั้น จนกระทั่งทางร้านไม่พอใจไล่เขาออกจากงาน
  • 13:46
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญของมนุษย์และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เพราะแคลเซียมคือกระดูกขาวๆ ที่เรารู้จัก แต่คุณรู้ไหมว่า แคลเซียมอาจไหลออกจากกระดูกอย่างรวดเร็วจนไม่น่าเชื่อ หากคุณดื่มกาแฟจัด อยู่ในวัยหมดประจำเดือน กินยาบางชนิดเช่นสเตียรอยด์ อยู่ระหว่างควบคุมน้ำหนัก หรือไม่ออกกำลังกาย
คุณรู้ไหมว่า ผู้หญิงวัยทอง 100 คน มีกระดูกเปราะบางเพราะขาดแคลเซียมราว 40 คน ในอเมริกา มีคนเสียชีวิตจากโรคกระดูกพรุนปีละกว่า 40,000 คน
เราสามารถชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ โดยการตั้งธนาคารกระดูก (Bone Banking) ไว้ในร่างกายเสียตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว ทำอย่างไรหรือครับ? วิธีการตั้งธนาคารกระดูกคือ คุณต้องทำกระดูกของคุณให้หนาและ

10 กุมภาพันธ์ 2557

  • 22:24
สมุนไพร ในเมืองไทย ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญงอกงามของพืชนานาชนิด โดยเฉพาะพืชสมุนไพรมีอยู่มากมายเป็นแสนๆ ชนิด ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการเพาะปลูก บางชนิดก็ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาแผนปัจจุบัน

สมุนไพร ในเมืองไทย กินได้ทุกวัน
กระโดน ผักชีลาว ยอดมะระ หัวกระชาย ดอกแค ผักคะน้า พริกชี้ฟ้า และผักชี ต้นหอม ต้นกระเทียม ทั้งบวบเหลี่ยม ผักขึ้นฉ่าย แตงกวา ถั่วลันเตา ลูกน้าเต้า ผักกาดขาว ผักติ้ว มะกอกไทย ใบชะพลู ใบย่านาง ผักเม็ก ผักกะแยง ผักบุ้งแดง ดอกสะเดา ฟักเขียว กับหัวปลี ใบบัวบก ถั่วฝักยาว แมงลัก ใบกะเพรา โหระพา กะหล่าปลี

08 กุมภาพันธ์ 2557

  • 10:34
...อาชีพเกษตร เปรียบเหมือนเส้นเลือที่หล่อเลี้ยงเรา
สิ่งที่ต้องทำคือ การสร้างความมั่นคง ด้านอาหาร
แม้ว่าเราจะไม่สามารถนำสิ่งที่เราเรียนรู้มาใช้ได้เลย
แต่สิ่งที่เราได้มาคือ ความคิด...


วิทยา สันติสุขไพบูลย์ กลับบ้านมาพร้อมความฝัน
ที่จะสร้างความมั่น­คงทางด้านอาหารให้กับบ้านเกิดตัวเอง

06 กุมภาพันธ์ 2557

  • 12:42

ให้…คุณค่าความเป็นคนมากกว่าวัตถุ









ลงมือทำ…พร้อมที่จะเจอทั้งความสำเร็จและล้มเหลว












ทบทวนเสมอ…มองให้เห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ

03 กุมภาพันธ์ 2557

  • 22:11
โรค กับพนักงานออฟฟิศ
1.โรคผมร่วง
มันเป็นโรคร้ายเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่ 1 แต่มันร่วงถึง 30 เส้นต่อวัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากความเครียดของพนักงาน ยิ่งเครียดยิ่งร่วง แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่คุณอาจไม่เคยคิด นั่นก็คือการขาดแสงอาทิตย์ส่วนใหญ่แล้วพนักงานฯ จะไม่ค่อยได้รับแสงแดดในยามเช้า เพราะแดดในยามเช้าจะช่วยให้เราสังเคราะห์วิตามิน K ที่จำเป็นต่อร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะด้วย



2.อาการปวดหัว
ไมเกรน อัลไซเมอร์ เบลอเป็นกิจวัตรสาเหตุ เกิดจากความเครียด แต่สาเหตุอีกประการที่น่าสนใจคือ การรับประทานแอลกอฮอล์ คาเฟอีน(กาแฟน้ำอัดลม ยาชูกำลัง) อาหารไขมันสูง อาหารประเภทเนื้อสัตว์ 90%อีกสาเหตุหนึ่งที่น่าสนใจคือการขาดการออกกำลังกายโดยปกติเราต้องออกกำลังกายประมาณ 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย
3.อาการปวดตา
น้ำตาแห้ง เรตินาผิดปรกตินอกจากความเครียดแล้วสาเหตุใหญ่ๆ ก็คือการนั่งหน้าจอเกินวันละ 6 ชั่วโมง และการเพ่งอยู่หน้าจอในที่มืด รวมทั้งการขาดวิตามิน A และB-complex
4.ปากเหม็น
อันเนื่องมาจากความเครียด แบคทีเรียจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาวะที่คุณเครียด และมีอาหารพวกกาแฟ แอลกอฮอล์ รวมทั้งการพูดจาที่น้อยกว่าปกติ ก็จะทำให้น้ำลายบูด เพราะเมื่อไม่ได้พูดน้ำลายจะไม่ถูกบีบออกมา ดังนั้นปากจึงแห้ง และแบคทีเรียก็จะออกมาย่อยน้ำลายมากกว่าปกติ แล้วหลังจากนั้นมันก็จะปล่อยแก๊สออกมา** อาการฟันผุก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ปากเหม็นได้ **
5.อาการปวดคอ
ปวดไหล่ ปวดข้อ ปวดนิ้วโดยมากเกิดจากอาการนั่งทำงานผิดท่าทาง นั่งเก้าอี้หรือโต๊ะที่ไม่รองรับต่อการทำงาน แม้ท่านนั่งถูกท่าแล้ว แต่หากนั่งเป็นเวลานานๆ ก็ทำให้เมื่อยได้
6.อาการโรคอ้วน
เกิดจากการกินอาหารประเภทฟาสฟู้ด เช่นแฮมเบอร์เกอร์ น้ำอัดลม พิซซ่า รวมทั้งการกินอาหารแบบกินไปทำงานไป จะทำให้อิ่มช้าและกินได้มากทุกวันเรากินอาหารอย่างน้อย 3 มื้อ มีพลังงานมากมายเข้าแต่ออกน้อยนิด มันก็อ้วนเป็นธรรมดา โดยที่
ยาลดความอ้วนยี่ห้อไหนก็ช่วยไม่ได้ ยกเว้นยานั้นจะทำให้ไขมันในตัวท่านเปลี่ยนเป็นพลังงานทั้งหมด (ไขมัน 1กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลลอรี่)
7.อาการโรคกระเพาะ
กระเพาะคราก ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยวความเครียด คือ ตัวการหลัก แต่การนอนไม่พอก็มีส่วนทำให้เกิดอาการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน การกินอาหารแบบเร่งรีบ ทำให้กระเพาะและระบบขับถ่ายทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ
8.ริดสีดวงเกิด
จากการนั่งนานเกินไป ทำให้บั้นท้ายได้รับการกดทับ และเส้นเลือดดำบริเวณปลายลำไส้ก็เกิดอาการเลือดคั่ง บวมเป่ง และถ้ายิ่งมีน้ำหนักมาก อาการก็เป็นไว ควรลุกเดินบ้าง
A call-to-action text Contact us